Home » Uncategorized

หนูไม่ใช่ขอทานเด็ก

18 October 2009 5 Comments

หนูไม่ใช่ขอทานเด็ก

บรรยากาศช่วงเช้าของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและรอยยิ้มสดใสของเด็กๆตั้งแต่ ป.1-ป.6  ภาพดังกล่าวบ่งบอกว่าชีวิตในวัยเยาว์ของพวกเขาไม่ได้ต่างกับเด็กประถมทั่วไป คือมีหน้าที่เพียงเล่าเรียนเขียนอ่าน  และสนุกสนานกับเพื่อนในยามว่าง

หากเมื่อมองข้ามความร่าเริงสนุกสนานตามวัย เจาะลึกลงไปถึงชีวิตนอกโรงเรียน  กลับพบว่าเด็กหลายคนมีชีวิตในแง่มุมที่ผิดแผกไปจากเพื่อนนักเรียนส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง04 copy

  • “เอาเสียงมาแลกเงิน ไม่ได้มาขอทาน”

ทุกเสาร์ อาทิตย์ บริเวณที่ผู้คนในกรุงเทพมหานครสัญจรไปมาอย่างคับคั่ง อาทิ สวนจตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว จะกลายเป็นจุดหมายปลายทาง และที่ทำงานชั่วคราวของเด็กเหล่านี้

เย็นวันศุกร์แทบทุกสัปดาห์  “เจษ” เด็กชายวัย 9 ขวบ พร้อมเพื่อนร่วมโรงเรียนอีกเกือบสิบชีวิตจะเดินทางโดยรถเช่าเป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร จากอ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ มาเป่าแคนตามจุดต่างๆ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ก่อนจะเดินทางกลับในเย็นวันอาทิตย์ เพื่อมาเรียนหนังสือในเช้าวันจันทร์

“เจษ” เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตอนปู่ยังมีชีวิตอยู่ ปู่เคยมาเป่าแคนข้างถนนในกรุงเทพฯ เมื่อปู่เสียชีวิตแล้ว ตนและพี่สาวจึงทำหน้าที่แทน โดยพ่อกับแม่จะเดินทางไปด้วย และจะเริ่มเป่าแคนตั้งแต่เที่ยง ส่วนเวลาเลิกไม่แน่นอน บางครั้งก็เลิกดึก บางครั้งก็ไม่ดึก ในหนึ่งวันจะได้เงินประมาณพันกว่าบาท เที่ยวหนึ่งจะได้ประมาณ 2,500 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะเพราะตนทั้งเป่าแคนและเต้นไปด้วย

“ ค่างวดรถแต่ละงวดแพงมาก ตั้ง 9,180 บาท ผมต้องไปหาเงินมาส่งค่างวดรถช่วยพ่อกับแม่ครับ เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่มีเงิน” เจษอธิบายถึงสาเหตุของการมาเป่าแคน

นับจากวันแรกที่เริ่มเป่าแคน จนถึงวันนี้ เจษบอกว่า เป็นเวลา  5 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่หาเงินมาจุนเจือครอบครัว  เด็กชายไม่เคยคิดว่าตนสูญเสียสิ่งใดไป และคิดว่าการกระทำของตนเป็นเครื่องยืนยันถึงความกตัญญูต่อบิดามารดา

Untitled-1“แนน” เด็กหญิงวัย 11 ขวบ พี่สาวของเจษบอกว่ามาเป่าแคนกับน้อง เพราะอยากช่วยพ่อแม่หาเงิน  อยากดูแลพ่อแม่  ตอบแทนที่พ่อแม่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็กจนโต

“ เวลาไปเป่าแคน หนูจะได้กินข้าว 2 มื้อ คือเช้ากับเย็น ตอนเป่าแคนจะเหนื่อย เพราะแดดร้อน ส่วนเงินที่ได้รับในแต่ละวันอยู่ที่ครั้งละประมาณ 500-600 บาท”

อลิษา วัย 33 ปี แม่ของแนนกับเจษเล่าถึงสาเหตุที่ต้องพาลูกไปเป่าแคนในกรุงเทพว่า เมื่อก่อนตนทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แต่พอประสบอุบัติเหตุก็เลิกทำ เพราะร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน จึงให้ลูกไปลองเป่าแคน หลังจากนั้นฐานะทางบ้านก็เริ่มดีขึ้น หนี้สินเริ่มลดลง จากที่ต้องซื้อข้าวกิน เช่าพื้นที่ปลูกบ้าน ทำให้ตอนนี้สามารถซื้อที่เป็นของตัวเองแล้ว จึงภูมิใจที่ลูกรู้จักหาเงิน และไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองอย่างไร เพราะครอบครัวตนยากจนจริง

“บางครั้งลูกเหนื่อย  ลูกก็วิ่งไปซ่อน เพราะไม่อยากไป แม่ก็จะเกลี้ยกล่อม  และก็บอกลูกว่า เหนื่อยก็พักได้ แม่ไม่ได้บังคับ”

แม้จะยินดีให้ลูกมาทำงาน แต่แม่ของแนนและเจษบอกว่า สิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวลูกหาย และกลัวลูกเจ็บป่วย เพราะเวลาลูกเป่าแคน ต้องเป่าเป็นเวลานาน และต้องออกลีลา เพื่อเรียกร้องความสนใจจนคนดูยอมควักเงินให้    แต่เพราะความจำเป็น จึงอยากให้ลูกทำต่อไป ไม่อยากให้ลูกอาย ตนสอนเขาเสมอว่า  ต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ ต่อไปจะได้หาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญา

“อยากให้ลูกเรียนสูงๆ อยากให้มองในแง่ดีบ้าง เพราะมีความจำเป็นจริงๆ อย่าคิดว่าเป็นการขอทานเลย ขอให้คิดว่าเป็นการแสดงดนตรีเปิดหมวก และอยากให้ชื่นชมในความสามารถของเด็ก เพราะถ้าใครมาบอกให้หยุด แม่ก็คงบอกได้คำเดียวว่าจะให้ลูกทำต่อไป”

เช่นเดียวกันกับ“แจ็คกี้” วัย 11 ขวบ  เด็กชายผู้ชื่นชอบการไปหารายได้พิเศษในกรุงเทพ  เมืองที่เขาบอกว่าใหญ่โตมาก

แจ็คกี้เล่าว่า ตนเริ่มเป่าแคนหาเงินตั้งแต่อยู่ชั้น ป.3   เพราะครอบครัวไม่มีเงินใช้      เงินที่ได้ทั้งหมดตนยกให้แม่   และที่ต้องใส่ชุดนักเรียนตอนเป่าแคนก็เพราะต้องการให้คนรู้ว่าตนมาหารายได้ไปใช้ในการเรียน

“เราเอาเสียงมาแลกเงิน รู้สึกดีใจที่หาเงินได้ พ่อแม่จะได้ไม่ลำบาก”

ฝ่ายแม่ของแจ๊คกี้ สุพรรณ  สมานจิตร อายุ 28 ปีกล่าวถึงการทำงานของลูกว่าเป็นงานที่สุจริต แต่คนอื่นมองอีกอย่าง ที่ผ่านมาตนเคยบอกลูกว่าไม่ต้องไปแล้ว เพราะสงสาร กลัวลูกถูกจับ   แต่แจ็คกี้ไม่ยอม

“คำว่าขอทานไม่มีใครปลื้ม แม่เสียใจถ้าใครมาว่าลูกเป็นขอทาน  เราต้องแสดงความสามารถให้ตำรวจที่ประจำสวนจตุจักรชมเพื่อแลกบัตร จึงจะได้เข้าไปร้องเพลงเป่าแคนในสวน  ความรู้สึกของแม่หวังดีตลอด  อยากให้เขาได้ดี”

แม้ประโยคข้างต้นของผู้เป็นแม่จะย้ำถึงความหวังดีต่อลูก   แต่ด้วยข้ออ้างที่ว่า   “เราไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่น” จึงทำให้วันนี้แจ็คกี้ยังคงต้องห่างบ้านในวันหยุด เพื่อไปหาเงินมาจุนเจือครอบครัว โดยไม่รู้ว่าจะอนาคตจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้การเป่าแคนจะสร้างรายได้จำนวนไม่น้อยให้แก่เด็กๆ เด็กบางคนกลับคิดเห็นตรงกันข้าม

“ถ้าเป็นหนู หนูอาย หนูไม่อยากไป หนูไม่เคยไปขอ อยากเรียนให้ดีที่สุด” “เป้า”นักเรียนชั้น ป. 5 เพื่อนร่วมชั้นเรียนกับแนนแสดงความเห็น    “แม่กับพ่อหนูก็ไม่ให้ไป เพราะกลัวคนจับไปแล้ว ไม่มีเงินไปประกันออก ตัวหนูเองก็ไม่อยากให้เพื่อนๆไปทำงาน เป็นห่วง กลัวว่าเพื่อนจะเรียนไม่ทัน ไม่สบาย”

  • โรงเรียนกับความพยายามแก้ปัญหา

ครูสุวัฒนา นามบุรี ครูประจำโรงเรียนของเด็กๆกล่าวถึงการเป่าแคนหาเงินของเด็กว่า ปัจจุบันมีเด็กที่ไปขอทานประมาณ 35 – 40 คน อายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป แต่ที่ไปทุกเสาร์-อาทิตย์ มีไม่ถึง 10 คน นอกนั้นก็จะไปตอนปิดเทอมหรือนานๆทีไปครั้งหนึ่ง

“ทางโรงเรียนได้จัดประชุมผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา อบต.  และอบจ. เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา เด็กที่ไปเป่าแคนส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะพาไป ไม่ใช่เด็กสมัครใจไป  ตัวเด็กเองก็เป่าแคนไม่เป็น   เด็กเล็กเขาไม่รู้ว่าคนอื่นมองเขาต่ำต้อยอย่างไร  รู้เพียงว่าไปแล้วได้เงิน   ส่วนเด็กโต เขาบอกว่าไม่อาย เพราะไม่ได้ไปลักขโมย   นอกจากนี้การเป่าแคนยังได้เงินง่าย ได้เงินมาก  แต่คนที่ได้ใช้เงินก็คือผู้ปกครอง เพราะเด็กใช้เงินยังไม่เป็น เงินทุกบาทที่หามาได้เขาจะเอาให้พ่อแม่  อย่างมากเอาเงินมาโรงเรียนวันละ 5 บาทเท่านั้น” ครูสุวัฒนาสะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ครูสุวัฒนาให้ข้อมูลต่อว่า โรงเรียนไม่มีสิทธิ์ห้ามเด็ก เพราะไม่ได้ขาดเรียน แต่โรงเรียนจะส่งครูติดตามในกรณีที่เด็กขาดเรียนบ่อย ขาดเรียนนาน ซึ่งก็จะเชิญผู้ปกครองมาพูดคุย และให้เด็กเรียนเสริมตอนเย็นหลังเลิกเรียนเพื่อให้เรียนทันเพื่อน ซึ่งผลการเรียนส่วนใหญ่ของเด็กกลุ่มนี้จะอยู่กลางๆ  และมีบ้างที่มีอาการเบลอและหลับในชั้นเรียน

“มีอยู่ประมาณ 2-3 ครอบครัว  ที่ผู้ปกครองบอกว่า อย่ามายุ่ง ลูกของเขา เขาจะเอาไปไหนก็ได้  ครูมีหน้าที่สอนก็สอนไป  ผู้ปกครองเขาคิดว่าลูกเขา เขาจะทำอะไรก็ได้ พื้นฐานของชุมชนที่นี่ ไม่ค่อยให้คุณค่ากับการศึกษา พอจบม. 3 เด็กจะมีครอบครัวกันหมด น้อยรายที่จะพยายามส่งลูกเรียนให้จบปริญญาตรี” ครูสุพัฒนากล่าวทิ้งท้าย

  • เด็กกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วิวรรธ   พุทธานุ เจ้าพนักงานธุรการ  องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ  จ.สุรินทร์กล่าวว่า การพาเด็กไปขอทานเป็นผลมาจากความยากจน โดยในอดีตคนชราในหมู่บ้านจะเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปขอทานและนำบุตรหลานไปด้วย   เมื่อเห็นว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาสงสารเด็ก ให้เงินเด็กมากกว่า จึงนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการหารายได้  เด็กเหล่านี้จะถูกปลูกฝังเรื่องความกตัญญูจากครอบครัวมาโดยตลอดว่า จะต้องหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของครอบครัว  เกิดเป็นค่านิยมผิดๆว่าการขอทานไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นการหารายได้แบบหนึ่ง

ปัญหานี้แก้ยาก เพราะชาวบ้านคิดว่าเป็นการหาเงินที่สุจริต และไม่มีใครคัดค้านการกระทำแบบนี้ อบต.จะจัดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนคติร่วมกันระหว่างผู้ปกครอง  นักเรียน  ครู  และสำนักงานพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์เพื่อปรับเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อการหารายได้ลักษณะนี้”

วิวรรธกล่าวต่อไปว่า อบต.ได้พยายามส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน แต่เพราะชาวบ้านขาดทักษะ  มีความรู้น้อย  จึงขาดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง  ในหมู่บ้านมีผู้จบปริญญาตรีคนเดียว  ส่วนมากจบแค่ประถมและม.ต้น  อบต.จึงเปลี่ยนแผนหันมาสนับสนุนการศึกษามากกว่าเรื่องอื่นๆ  เพราะเชื่อว่าจะช่วยพัฒนากระบวนการคิดของเด็กกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่

“ ผมคิดว่าการให้ลูกไปเป่าแคนเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก  การให้การศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเด็กมีการศึกษาดี  ก็จะมีงานดีๆทำ ไม่กลับมาสืบทอดค่านิยมผิดๆที่สร้างสืบต่อกันมา ”

ส่วนพ.ต.ต.ไพรัช บุษผา สารวัตรสถานีตำรวจภูธรกระโพกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า   ในตำบลกระโพมีเพียงหมู่บ้านเดียวที่ผู้ปกครองพาเด็กไปเป่าแคน คือ หมู่บ้านอาคุณ  ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีฐานกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์กับนางอลิษา ขันสาคร เป็นรายแรก  คดีกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยในขั้นแรกนางอลิษาปฎิเสธข้อกล่าวหา อ้างเพียงว่าพาลูกของตนไปเป่าแคน ส่วนเด็กข้างบ้านขอติดรถไปด้วยเท่านั้น

  • สิทธิเด็ก แนวทางและแนวคิดในการแก้ปัญหา

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ. สุรินทร์ สนับสนุนให้นักสังคมสงเคราะห์ทำวิจัยเรื่องกระบวนการขอทาน เพื่อศึกษาถึงสาเหตุ ปัจจัยและการแก้ปัญหา

ณัฐสุรีย์ อนุศาสนัน นักสังคมสงเคราะห์ 7 ว. หนึ่งทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า สุรินทร์มีจำนวนขอทานเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2548 –2551 มีจำนวนขอทานทั้งสิ้น 260 คน   “การพาเด็กไปเป่าแคนขอทาน ทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย เนื่องจากเด็กไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะปกป้องตนเองได้ และยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก พ.ศ. 2533 ที่คุ้มครองในด้านประโยชน์สุข ศักดิ์ศรี และคุณค่าของเด็ก รวมถึงการให้เด็กสามารถอยู่รอด ได้รับการคุ้มครองและพัฒนา”

อย่างไรก็ตาม ณัฐสุรีย์เชื่อว่า การเป่าแคนขอทานมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเด็กและคนชรามีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อย เมื่อปัจจัยพื้นฐานของชุมชนและคุณภาพชีวิตประชาชนไม่ดีขึ้น ปัญหานี้ก็ไม่สามารถลดลง

“ไม่ควรมีใครไประบุว่าสิ่งที่เขาทำดีหรือไม่ดี เพราะหากชุมชนมีความพร้อม คงไม่มีใครเลือกเป็นขอทาน คำตอบของเรื่องนี้คือคำว่าพอ ถ้ารู้จักพอ ชีวิตนี้ก็อยู่ได้ ที่จริงขอทานไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัว  ที่น่ากลัวคือเด็กจะไม่มีวันลืมว่าตนเองเคยเป็นขอทาน ในอนาคตหากพวกเขาไม่มีงานทำ ก็คงหนีไม่พ้นการขอทาน”

เช่นเดียวกับอาจารย์จิตราภรณ์  สมยานนทนากุล รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีทัศนะว่า  การพาเด็กไปเป่าแคนเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในด้านความปลอดภัย และสิทธิที่เด็กพึงได้รับ เช่น สิทธิในการพัฒนา สิทธิในการเล่น หรือได้รับการพักผ่อน   แต่การละเมิดดังกล่าวยากจะหายไปจากสังคมไทย เนื่องจากค่านิยมในเรื่องการให้ทาน ความเมตตาสงสาร และความกตัญญู จึงทำให้มีคนนำวัฒนธรรมเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือหารายได้ผ่านตัวเด็กซึ่งเป็นบุตรหลาน และเด็กเองก็ยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรับรู้ว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ

ถ้าเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ซึ่งพร้อมจะเปรอะเปื้อนได้ทุกขณะ เด็กเป่าแคนกลุ่มนี้ ก็ไม่ต่างอะไรผ้าขาวผืนเล็กที่พร้อมจะรับทุกเฉดสี สุดแต่ผู้ใหญ่ในสังคมรอบข้างจะแต้มแต่งให้ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายในเวลาไม่นาน ผ้าขาวผืนเล็กนี้ย่อมมากไปด้วยสีสัน จนไม่อาจกลับคืนมาขาวสะอาดสดใส เช่นเดียวกับความสนุกสนานแห่งวัยเยาว์ที่เลือนหายไปก่อนเวลาอันควร

เรื่อง ญอ   วงศ์จอม

วิรัตน์   ภูดวงศรี

อาภาพรรณ  ทองเรือง

ภาพ จิราภร คำภาพันธ์

5 Comments »

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

:wink: :-| :-x :twisted: :) 8-O :( :roll: :-P :oops: :-o :mrgreen: :lol: :idea: :-D :evil: :cry: 8) :arrow: :-? :?: :!: