วันนี้ของกำนันเอือก มีแก้ว “แม้ชื่อของนักอนุรักษ์ป่าจะถูกลืม แต่ป่ายังคงอยู่”
ในช่วงฤดูฝนของถนนสายอาลอ-โดนแบน ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ จะเต็มไปด้วยแผงขายเห็ดป่าที่เรียงรายอยู่ริมทาง ซึ่งเห็ดป่าเหล่านี้ ชาวบ้านอาลอและโดนแบนถือเป็นสิ่งตอบแทนส่วนหนึ่งจากการร่วมมือกันอนุรักษ์ป่าชุมชน
ป่าชุมชนอาลอโดนแบนเป็นป่าแบบผสมระหว่างป่าโคกและป่าทามมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1,700 ไร่ ตั้งอยู่ระหว่างตำบลนาดีและตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันมีประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากป่า อีกทั้งมีคณะศึกษาวิจัยจากสถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชนเข้ามาดูงานอย่างสม่ำเสมอ
แต่กว่าที่ผืนป่าแห่งนี้จะกลายมาเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และสมบัติที่มีค่าของชุมชน “พ่อเอือก” หรือนายเอือก มีแก้ว กำนันตำบลนาดี จะเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการฟื้นฟูป่าที่เคยเสื่อมโทรมให้ความอุดมสมบูรณ์คืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เข้ามาเป็นนักอนุรักษ์ป่าชุมชนได้อย่างไร
“เมื่อประมาณปี 2514 ป่าชุมชนอาลอโดนแบนถูกทำลายจนโล่งเตียน ขณะนั้นชาวบ้านต่างเข้าครอบครองป่าเพื่อทำไร่อ้อย ไร่ปอ และทำนา ครอบครัวพ่อเองถางป่าทิ้งไปกว่า 7 ไร่ เพื่อทำนา ต่อมานายทุนจ้างชาวบ้านให้ลักลอบตัดไม้เพื่อแปรรูปขาย เราคิดแค่ว่ารับจ้างเขาได้เงินใช้ แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะมีต้นไม้นับแสนนับล้านต้นให้ตัด พ่อกับเพื่อนหลายคนรับจ้างอยู่ประมาณ 5 ปี เราก็เลิกทำเพราะเห็นว่าคนที่มีรายได้ดีที่สุด คือ นายทุน ชาวบ้านได้ค่าแรง คนละ 100-120 บาทต่อวัน
ทั้งสังเกตเห็นว่าหาอาหารป่าและสมุนไพรได้น้อยลง กระรอก กระต่ายไม่ค่อยมีให้เห็นเหมือนก่อน แต่ชาวบ้านก็ยังไม่มีท่าทีจะแก้ปัญหาอย่างไร นอกจากรอให้ป่าฟื้นตัวขึ้นมาเอง นายทุนจึงใช้จังหวะนี้จ้างคนในชุมชนอื่นบุกรุกป่า เพื่อเผาทำลาย และลักลอบตัดไม้อีกครั้ง กระทั่งป่าเสื่อมโทรมไปมาก ต่อมาในปี 2527 นายจรูญ งามแยะ อดีตกำนันตำบลนาดีได้เข้ามาระดมความคิดชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า โดยเริ่มทำแนวกันไฟป่าซึ่งในระยะแรกมีผู้ให้ความร่วมมือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน ครอบครัวของพ่อก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และในปี 2529 กำนันจรูญ ก็เกษียณอายุ พ่อจึงลงสมัครกำนันและหลังจากนั้นก็เริ่มวางแผนต่อต้านและป้องกันการบุกรุกป่า โดยมีกำนันจรูญเป็นที่ปรึกษา”

เครือข่ายที่ร่วมอนุรักษ์มีใครบ้าง
“ทุกคนที่รักและหวงแหนป่าแห่งนี้ พ่อไม่สามารถจำชื่อได้ทั้งหมด เพราะผู้ที่มีบทบาทในการอนุรักษ์คือ คนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในป่าแห่งนี้นั่นเอง”
การเป็นกำนันกระทบต่อบทบาทนักอนุรักษ์บ้างไหม
การเป็นกำนันเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้พบปะชาวบ้านง่ายขึ้น สามารถประสานงานกับภาครัฐได้สะดวก จริงอยู่การเป็นผู้นำต้องรับภาระดูแลและปกครองคนในชุมชน แต่ไม่ได้ทำให้เรารักป่าน้อยลงแต่อย่างใด พ่อคิดว่าการเป็นกำนันเป็นไปสักระยะก็หมดหน้าที่ลง คนรุ่นหลังอาจลืมเรา แต่การเป็นนักอนุรักษ์ป่า แม้ว่าชื่อเราจะถูกลืม แต่ป่ายังอยู่ รุ่นลูกรุ่นหลานได้ใช้ประโยชน์เสมอ”
คิดว่าป่าชุมชนมีความสำคัญอย่างไร
“ป่าชุมชนที่นี่เป็นป่าแบบผสมระหว่างป่าโคกกับป่าทาม ป่าโคกเป็นป่าที่ชาวบ้านพึ่งพาปัจจัย 4 คือให้อาหาร ให้ยารักษาโรค ให้ที่อยู่อาศัย ซึ่งทุกวันนี้เราสร้างบ้านกันหลังหนึ่ง ต้นไม้ถูกโค่นไปไม่น้อยเลย และป่ามีต้นฝ้ายซึ่งใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม ส่วนป่าทามเป็นป่าที่มีน้ำท่วมขังในบางฤดู ในฤดูน้ำหลาก ป่าทามจะเป็นที่วางไข่ของปลา นอกจากนี้ นักเรียนนักศึกษาทุกวันนี้ยังอาศัยป่าชุมชนเป็นห้องเรียนสอนเรื่องธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิถีชีวิต ขาดป่าก็เหมือนขาดครูไปหลายสาระการเรียนรู้ พ่อจึงคิดว่าการนุรักษ์ป่าเท่ากับรักษาชีวิตตัวเราและลูกหลานเราด้วย”
การเป็นนักอนุรักษ์ที่ดีเป็นอย่างไร
“กฎที่คนรักป่าสร้างขึ้นมี 3 ข้อด้วยกัน คือ ฟื้นฟูส่วนที่ถูกทำลาย อนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และไม่ทำลายให้เสียหายไปกว่าเดิม สำหรับชุมชนของเราถ้าใครมีความจำเป็นต้องใช้ต้นไม้ ก็ใช้ได้ แต่ต้องทำสัญญากับชุมชนว่าตัดไปใช้ประโยชน์กี่ต้น และต้องปลูกทดแทนด้วย เราพยายามสร้างกฎการอนุรักษ์ขึ้นมาเองโดยไม่ผูกติดกับกฎหมาย อนุรักษ์ทุกอย่างด้วยจิตสำนึกสาธารณะเท่านั้น แต่สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนายทุนที่ลักลอบตัดไม้เราต้องอาศัยกฎหมายโดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ให้คำปรึกษา ”
มีกิจกรรมและแผนงานสำคัญอะไรในการอนุรักษ์ป่าชุมชน
“ปลูกป่าในโอกาสสำคัญ เช่น วันแม่ วันพ่อ และวันสิ่งแวดล้อมโลก เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านสมุนไพรและการใช้ประโยชน์จากของป่า เช่น ย้อมผ้าโดยใช้เปลือกไม้ มาถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนในชุมชนใกล้เคียง บางโอกาสพ่อและคณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล และนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อวางแผนการอนุรักษ์ป่า พ่อคิดว่าการเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็กๆแบบนี้จะทำให้ทุกคนที่เป็นนักอนุรักษ์รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะในชุมชนของตน แต่เรากำลังทำหน้าที่อนุรักษ์ป่าในวงกว้างเพื่อสาธารณชนทุกคน”
มาถึงวันนี้ความร่วมมือของชาวบ้านในการอนุรักษ์เปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างไร
“ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว พ่อคิดว่าชาวบ้านมีความรักในป่าชุมชนมากขึ้น ไม่ใช่มีแต่ชาวตำบลนาดีเท่านั้น ตำบลเพี้ยราม ลำดวน ก็รักในป่าแห่งนี้เช่นกัน บางโอกาสจะมีนักเรียนจากชุมชนอื่นเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากปราชญ์ชาวบ้าน คนที่นี่ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี บางครั้งอาจต้องงดภารกิจทางบ้านเพื่อให้ความรู้แก่ลูกหลานเรา พ่อเองต้องเป็นวิทยากรให้แก่คณะศึกษา ”
ช่วงนี้กระแสรณรงค์โลกร้อนถูกกล่าวถึงกันมาก ในมุมมองของกำนันคิดว่าระหว่างบทบาทนักอนุรักษ์ป่า ก่อนและหลังการรณรงค์ลดโลกร้อนแตกต่างกันอย่างไร
“ถ้าเป็น 10 ปีที่แล้ว ซึ่งคนทั่วไปแทบจะไม่รู้จักกับปัญหาโลกร้อนเลย จะแทบไม่สนใจร่วมกิจกรรมปลูกป่า นักเรียนก็ทำไปเพื่อเอาคะแนนเท่านั้น ชาวบ้านไม่ใส่ใจ หน่วยงานราชการที่เข้ามาดูแลแทบไม่มี ขณะนั้นพ่อเองก็ยังไม่รู้หรอกว่าโลกร้อน คือ อะไร แต่ที่ยังเดินหน้าเพื่ออนุรักษ์ เพราะมองเห็นความสำคัญจากการใช้ประโยชน์ด้านอื่น ปัจจุบันใครๆก็พูดถึงภาวะโลกร้อนทั้งนั้น ทั้งโฆษณาโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ต่างก็มีส่วนร่วมในการรณรงค์ ก็ทำให้คนหันมาสนใจมากขึ้น การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ป่าก็ทำได้ง่ายเพราะคนตระหนักในปัญหาที่มี หน่วยงานราชการและเอกชนก็ให้การสนับสนุนเวลาที่เราต้องใช้งบประมาณ เช่น มอบงบซื้อพันธุ์ไม้มาปลูก”
จากประสบการณ์ที่ได้เป็นนักอนุรักษ์มากว่า20 ปี ได้อะไรจากการเข้ามาทำงานดังกล่าว
“ได้ป่าที่สมบูรณ์ มีเวลาร่วมกิจกรรมกันในชุมชนมากขึ้น บางครั้งเราใช้ป่าเป็นหอประชุม มาทำงานนี้ไม่ได้เงิน แต่ไม่จน ไม่อดตายด้วย เพราะป่าเป็นโรงครัวขนาดใหญ่ ใครที่รักอาชีพค้าขายสามารถเก็บของป่าไปขายได้ และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์ยังแสดงให้เห็นว่ากว่าป่าจะอุดมสมบูรณ์ต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู”
ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้กำนันคิดจะเลิกทำงานด้านการอนุรักษ์ สิ่งนั้นคืออะไร
“ความตายเท่านั้น ทำมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว เราก็ผูกพันกับป่ากับน้ำเหมือนความผูกพันในครอบครัวกับบ้านของเรา”
ในอนาคตมีแผนจะอนุรักษ์ป่าชุมชนอย่างไร
“พ่อไม่ได้วางแผนอะไรไว้ นอกจากการสร้างเครือข่ายนักอนุรักษ์ให้มากขึ้นโดยรวมพื้นที่การอนุรักษ์จากหลายตำบลเข้าด้วยกันแล้วร่วมมือรักษาดูแลป่าภายใต้กฎกติกาเดียวกัน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 3 ตำบลที่เราช่วยกันดูแลอยู่ ได้แก่ ต.นาดี ต.เพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์และ ต.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถ้าทำได้ ชุมชนจะมีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า พ่อคิดว่าปัญหาการบุกรุกจะค่อยๆหมดไปเอง”
จากที่ได้ดูแลรักษาป่ามานาน พอใจกับผลที่ออกมาเพียงใด
“วันนี้เราได้เห็นความผูกพันของชุมชนกับป่าก็สุขใจแล้ว จากเมื่อก่อนเหนื่อย ท้อกับการทำงานหนัก แต่มาถึงวันนี้ชาวบ้านยิ้มให้กับความสุขเล็กๆน้อยๆ เช่น เห็นเด็กๆเรียนรู้การย้อมผ้าจากเปลือกไม้ เห็นชาวบ้านขายเห็ด ขายหน่อไม้ หาปลาในแม่น้ำ ฯลฯ เพราะมันเป็นผลจากความร่วมมือของคนรักป่าทุกคน ซึ่งพ่อคิดว่าทุกคนก็รู้สึกดีไม่ต่างจากเรา”
อยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ในการดูแลป่าแห่งนี้
“สมัยนี้จะมีปัญหาเรื่องทุนนิยมเข้ามาเกี่ยวข้องในชุมชน ห่วงความคิดเด็ก กังวลว่าจะหลงไปกับระบบดังกล่าว แล้วละทิ้งต้นไม้ ทิ้งแม่น้ำ เกรงว่าจะไม่มีใครดูแล ทุกครั้งที่มีเวลาคุยกับเด็กที่มาศึกษาป่าชุมชน พ่อจะย้ำเสมอว่า ป่าคือ ต้นกำเนิดของภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นรากฐานของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น วันนี้อยากให้เด็กๆได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาป่าชุมชนให้อุดมสมบูรณ์อย่างนี้ตลอดไป”
จากที่เคยทำลายป่ามาก่อน “พ่อเอือก”และชาวบ้านตำบลนาดีรู้แล้วว่าชุมชนที่อยู่โดยไร้ป่านั้นเป็นอย่างไร ทางเดินในชีวิตของพ่อเอือก ณ วันนี้ จึงมีเพียงทางเดียวเท่านั้นคืออนุรักษ์ป่าชุมชนอย่างจริงจัง จนได้รับรางวัลมากมาย เช่น ผู้นำดีเด่นภาคอีสาน (ปี 2542) ป่าพื้นบ้านอาหารชุมชน (ปี 2545 ) ลูกโลกสีเขียว (ปี 2546-2547) รางวัลต้นกล้ายิ้ม (ปี 2551) หากรางวัลใดก็ไม่มีค่าเท่ากับการมีผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และพึ่งพาอาศัยสืบต่อไป
จารยา บุญมาก
ศิริรัตน์ จำรูญหิน












เอ๊ะ ภาพมีปัญหาอีกแล้วค่ะพี่น้อง
Leave your response!