“ฝายหินทิ้ง” แก้วิกฤติด้วยพลังชุมชน
ร่วมแรงร่วมใจ : ชาวบ้านหนองดู่และบ้านละหานนาช่วยกันสร้างฝายหินทิ้งเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง
ต้นข้าวที่ปลิวล้อลมแล้งในผืนนากว้างใหญ่ท้ายบ้านหนองดู่และบ้านละหานนา ตำบลละหานนา อำเภอแวงน้อย จ.ขอนแก่น สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปในรอบหลายปีที่ผ่านมา พื้นนาเริ่มมีรอยแตกระแหงเล็กๆ กระจายทั่วไปทั่วหลังฝนทิ้งช่วงมานาน
ไม่เพียงแค่ท้องทุ่งเท่านั้นที่รอคอยความหวังจากท้องฟ้า หากแต่พืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ก็เช่นกัน เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกเป็นช่วงๆ ส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ การขาดแคลนน้ำและความแห้งแล้งจึงยังคงเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรหลายพื้นที่ในภาคอีสาน
ชาวบ้านหนองดู่และบ้านละหานนา ก็ไม่ต่างไปจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ที่ต้องแสวงหาวิธีการรักษาน้ำ แต่การสร้างฝาย หรือเขื่อน ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดีเสมอไป ชาวบ้านจึงระดมความคิดเพื่อหากลวิธีเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติด้วยวิธีการที่ประหยัด และดำเนินการได้ด้วยตนเอง
ฝายหินทิ้งซึ่งใช้หลักในการชะลอ และหนุนสายน้ำให้สูงขึ้น โดยใช้ตอม่อเป็นตัวยึดหลักกั้นก้อนหินหลายขนาดที่ทิ้งลงไปเป็นวิธีการหนึ่งที่ชาวบ้านเอามารับมือกับภัยแล้ง
ฝายชนิดนี้มีข้อดีคือ น้ำจะสามารถซึมผ่านก้อนหินขนาดเล็กได้ ทำให้เกิดกระแสน้ำวน กลายเป็นบริเวณที่เหมาะสมที่ปลาจะวางไข่และลูกปลาได้อยู่อาศัย แตกต่างจากฝายกั้นน้ำที่สร้างด้วยปูนซีเมนต์ ซึ่งมักก่อให้เกิดน้ำท่วมบริเวณข้างเคียง
นายดี แสงภูมิ อดีตผู้ใหญ่บ้านละหานนาเปิดเผยว่า ชาวบ้านเริ่มสร้างฝายมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว โดยความร่วมมือของชาวบ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยสมาคมเพื่อนภูได้นำแนวคิดมาทดลองใช้กับหมู่บ้านละหานนา และหมู่บ้านหนองดู่ด้วย เพื่อป้องกันภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น
“ขนาดของฝายหินทิ้งจะมีความกว้าง 15 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร สร้างเสร็จภายใน 4 วัน และจะปรับปรุงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง เพราะหากทำฝายในช่วงหน้าฝนจะมีน้ำหลาก อาจทำให้เกิดอันตรายได้”
นางมะลิวรรณ พังจุนันท์ คณะกรรมการเพื่อนภูบ้านหนองดู่ และนักวิจัยของหมู่บ้าน เล่าว่า ตนมีหน้าที่ประสานงานกับชาวบ้าน เพื่อรวบรวมกำลังคนไปทำฝาย และคอยชี้แนะเพื่อสร้างความเข้าใจถึงข้อดีในการสร้างฝายแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านละหานนาและหมู่บ้านหนองดู่
“ข้อดีของฝายหินทิ้งคือช่วยชะลอการไหลของน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ป้องกันน้ำท่วมและช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม ทั้งยังประหยัด เพราะการสร้างฝายใช้งบประมาณ 2-3 หมื่น ส่วนแรงงานก็ไม่ต้องจ้าง เพราะชาวบ้านช่วยกันลงแรงเอง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเองได้ ต่างกับฝายของรัฐซึ่งกักเก็บน้ำไว้เลย และมีประตูเปิดปิดตามเวลาของเจ้าหน้าที่ โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม”
นางผัน ยศดา หรือแม่ผัน ชาวบ้านหนองดู่เล่าถึงการเข้าไปช่วยสร้างฝายว่า ตนไปช่วยโยนหิน เพราะเห็นว่าชาวบ้านไปกันจำนวนมาก ตนไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆจึงตามไปช่วยลงแรงด้วย แม้ว่านาจะอยู่ห่างจากฝาย แต่ก็เห็นว่าการสร้างฝายนี้มีประโยชน์และช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างมาก
ทุกวันนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านดีขึ้นอย่างมาก ทว่าการสร้างฝายหินทิ้งยังสะท้อนวิธีดำเนินชีวิตที่ไม่มุ่งเอาเปรียบใครของชาวบ้านด้วย เนื่องจากฝายหินทิ้งเป็นฝายที่ช่วยให้คนต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำได้ใช้น้ำอย่างเท่าเทียมกัน
การทิ้งหินด้วยกำลังคนทีละก้อน แม้จะสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับผู้ลงแรง หากความสำเร็จที่ปรากฏ กลับนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง
สุริยา ปะตะทะโย
ศิริรัตน์ จำรูญหิน
วรารักษ์ พรศิริสถิตกุล
ทัศนียา อุตมะ
อัญสิตา คงวรเวชกุล












ภาพคนไทยสามัคคีกันแบบนี้ หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ตลอดปีด้วย
เยี่ยมจริง ๆ
Leave your response!