Home » Featured, Headline, สารคดี

“ภูทับฟ้า” เมื่อชาวบ้านทวงภูเขาคืนจากเหมืองทอง

13 October 2009 6 Comments

“เหลียวมาเห็นภูยามใด หัวใจสิสลาย แต่ก่อนมันงาม บัดเดี่ยวนี้ภูมันขาดออก ป่าไม้บ่มี น้ำกะแดง”

tong001

แม่ยอ คุณนา อายุ 77 ปี ชาวบ้านนาหนองบง ตำบลภูหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย บอกเล่าความรู้สึกของตน หลังการเข้ามาทำเหมืองทองคำบนภูทับฟ้าของบริษัททุ่งคำที่ลงมือผลิตแร่ทองคำตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 โดยได้รับประทานบัตร 6 แปลง เป็นพื้นที่กว่า 1,240 ไร่

และเมื่อเร็วๆนี้ทางเหมืองได้ยื่นขอขยายพื้นที่ทำเหมืองทองคำมายังบริเวณภูเหล็ก ซึ่งอยู่ถัดจากภูทับฟ้าเพิ่มอีก 299 ไร่

แม้ว่าจะยังไม่มีคำตอบใดๆจากจังหวัด แต่ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของบริษัททุ่งคำไม่ต่างอะไรกับเชื้อไฟที่โหมพัดให้ชาวบ้านในพื้นที่ลุกขึ้นมารวมตัวกันต่อต้านการขยายตัวของเหมืองทองคำอย่างเข้มแข็ง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ความขัดแย้งระหว่างเหมืองทองคำกับชาวบ้านยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์หาความจริง ทั้งในกรณีที่ชาวบ้านเชื่อว่าเหมืองทองคำเป็นตัวการทำให้แหล่งน้ำในหมู่บ้านปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอย่างสารหนู แคดเมียม และแมงกานีส รวมถึงทำให้ผลการตรวจสุขภาพของชาวบ้านนาหนองบงหลายคนถูกระบุว่ามีสารไซยาไนด์อยู่ในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ

ทว่าไม่ว่าเหมืองแร่ทองคำจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องรอนักวิชาการมาพิสูจน์คือ ความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตที่พวกเขามิได้เป็นผู้เลือก

ภูพังทลาย –ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนก็ดับสลาย

 บ้านนาหนองบงเป็น 1 ใน 6 หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ล้อมรอบภูทับฟ้าและภูเหล็ก ด้วยระยะห่างระหว่างภูทับฟ้ากับบ้านเรือนไม่ถึง 2 กิโลเมตร ชาวบ้านได้พึ่งพิงและอาศัยทรัพยากรจากผืนป่าเพื่อดำรงชีวิตเป็นเวลากว่าร้อยปีนับแต่ก่อตั้งหมู่บ้าน

แม่แหลม ไซจำเริญ อายุ 55 ปี ชาวบ้านนาหนองบงเล่าถึงวิถีชีวิตของตนและเพื่อนบ้านว่า ชาวบ้านจะหาอาหารจากป่าและลำห้วยที่ไหลมาจากภูทับฟ้า อาหารที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์คือหน่อไม้ที่แทงหน่ออ่อนทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าได้ฝน ชาวบ้านจะมีหน่อไม้ทานเกือบตลอดทั้งปี หน่อไม้ที่เก็บมาได้จะถูกนำไปขายและถนอมอาหารในรูปหน่อไม้ดองและหน่อไม้แห้ง อาหารที่พบมากรองมาจะเป็นผักต่างๆ เช่น ผักกูดกับผักหนาม ซึ่งชาวบ้านชอบลวกทานกับน้ำพริก   ส่วนเห็ดต่างๆ เช่น เห็ดโคน เห็ดปลวก เห็ดผึ้งจะออกในเดือนเมษายน – พฤษภาคม นอกจากนี้ ชาวบ้านจะจับนก หนู เขียด ปู ปลา กบ และซ่อนฮวก (ลูกอ๊อด) มาทำอาหาร

“แม่ไม่ได้ขึ้นภูทับฟ้ามาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ก่อนจะไปหาของกิน เก็บผักบนภู ไม่ทันถึงค่ำก็ได้ผัก ได้หน่อไม้  ปลา มาทำกิน ตอนแม่ยังเด็ก พอตื่นเช้าห่อไปแต่ข้าว กับข้าวไปหาเอาข้างหน้าบนภู ไม่มีอด โดยเฉพาะหน่อไม้ได้มามากจนต้องหาบลงมา แม่หาบหน่อไม้จนหลังงอ ถ้ายกครอบครัวไปหา จะได้หน่อไม้มาก จนต้องใช้วัวเทียมเกวียนขนลงมา แต่ละเดือนขายได้สามถึงสี่พันบาท” แม่แหลมทบทวนความหลังด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่ตนและชาวบ้านต้องเปลี่ยนวิถีจากการหาอาหารจากป่ามาพึ่งพาตลาด ทำให้ต้องใช้เงินซื้ออาหารแทบทุกอย่างในแต่ละมื้อ ทั้งที่มีรายได้น้อย

เช่นเดียวกับแม่เย็น บัวบานบุตร อายุ 57 ปี ชาวบ้านบ้านกกสะทอนที่พึ่งพิงอาหารจากป่าบนภูเหล็ก ผู้ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เหมืองทองคำขยายพื้นที่มายังภูเหล็กอย่างแน่นอน

“ขอภูเหล็กไว้ อยากอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานหาอยู่หากิน และแม่ก็กลัวสารพิษจากการทำเหมืองจะมาปนเปื้อนกับน้ำเหมือนอย่างบ้านอื่น”

โรงบดสินแร่ : เครื่องจักรกำลังเดินเครื่องบดสินแร่ ซึ่งเป็นหินที่ได้จากการขุดเจาะภูเขา ให้มีขนาดเล็กก่อนนำไปสู่กระบวนการแยกแร่ทองคำ

โรงบดสินแร่ : เครื่องจักรกำลังเดินเครื่องบดสินแร่ ซึ่งเป็นหินที่ได้จากการขุดเจาะภูเขา ให้มีขนาดเล็กก่อนนำไปสู่กระบวนการแยกแร่ทองคำ

สิ่งที่สูญไป – ภูซับน้ำ นาซำ และวีถีเกษตรดั้งเดิม

พ่อสมัย ภักมี ประธานกลุ่มรักษ์บ้านเกิด บ้านนาหนองบง  แกนนำชาวบ้านที่ต่อต้านการทำเหมืองทองกล่าวว่า การขยายพื้นที่ทำเหมืองมายังบริเวณภูเหล็กถือเป็นการทำลายป่าต้นน้ำที่สำคัญซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูซับน้ำ” และเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ตามมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

“รายงานอีไอเอระบุว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ หมายถึง ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่าย โดยเฉพาะผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน จะเกิดได้ง่ายและรุนแรง ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะมีป่า หรือไม่มีป่าปกคลุมก็ตาม ซึ่งพื้นที่ลักษณะนี้นั้น อีไอเอกำหนดไว้ว่า จะต้องสงวนรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ไม่ควรมีการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ทำลายสภาพธรรมชาติที่มีอยู่“ประธานกลุ่มรักษ์บ้านเกิดอธิบาย

พ่อสมัยเล่าถึงความเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำต่อไปว่า ล่าสุดมีการทำประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 เพื่อฟังความเห็นของชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบเหมืองทอง พบว่ามี 4 หมู่บ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายพื้นที่ทำเหมืองไปยังภูเหล็ก มีเพียง1 หมู่บ้านที่เห็นด้วย และอีก 1 หมู่บ้านไม่ออกเสียง ซึ่งหลังจากนี้ผลประชาพิจารณ์ดังกล่าวก็ส่งให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลพิจารณาต่อไป โดยชาวบ้านจะพยายามต่อต้านให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาภูเหล็ก หลังจากเสียภูทับฟ้าไปแล้ว

“ทั้งภูเหล็กและภูทับฟ้าเป็นภูซับน้ำทำให้ผืนดินอุดมสมบูรณ์ เกิดแหล่งน้ำใต้ดินและเป็นป่าต้นน้ำให้กำเนิดลำน้ำฮวยที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ จะเห็นได้ชัดว่าพื้นที่นาที่อยู่บริเวณตีนภูจะชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ นาบริเวณนั้นชาวบ้านจะเรียกว่า นาซำ แต่เมื่อป่าถูกทำลาย นาซำก็เกิดความแห้งแล้ง ทำนาไม่ได้ชาวบ้านต้องหันมาทำไร่ถั่วแทน

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่“พ่ออู้ หรือ พ่ออนัน แก้วกันหา ชาวนาในหมู่บ้านนาหนองบง ต้องเปลี่ยนผืนนาซำที่เคยปลูกข้าวได้เจริญงอกงาม มาปลูกถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองทนแล้งได้มากกว่าข้าว แม้ว่าผลผลิตจะไม่คุ้มค่า แต่เมื่อสภาวะแวดล้อมไม่เอื้อ พ่ออู้ก็จำใจต้องทำเพื่อความอยู่รอด

“ทำอะไรไม่ได้เลย ดินมันแห้งมาก  ไม่รู้จะเอาน้ำมาจากไหน ทั้งคลองทั้งตลิ่งใกล้ๆก็ไม่มีน้ำแล้วเมื่อก่อนมีน้ำทำนาตลอดปี นาที่อยู่ติดเหมืองมีแค่ 4 ไร่กว่า แต่ปลูกข้าวได้พอมีกินมีแบ่งขาย  แต่ถั่วเหลือง  เราไม่ได้กินเลย ต้องส่งขายอย่างเดียว  พอจะขายที่นา ก็ไม่มีใครเขารับซื้อ เขาว่าซื้อไปก็ปลูกอะไรไม่ขึ้น”  พ่ออู้บอกเล่าปัญหาด้วยน้ำเสียงท้อแท้

พ่อสมัย ภักมี : แกนนำชาวบ้านกลุ่มรักษ์บ้านเกิดที่ต่อต้านการทำเหมืองทองคำของบริษัททุ่งคำ

พ่อสมัย ภักมี : แกนนำชาวบ้านกลุ่มรักษ์บ้านเกิดที่ต่อต้านการทำเหมืองทองคำของบริษัททุ่งคำ

สารพิษในน้ำ- มีแหล่งน้ำในหมู่บ้าน แต่ใช้ไม่ได้

เว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 9 จังหวัดอุดรธานีเผยแพร่ข่าวประกาศจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการใช้น้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เนื่องจากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในพื้นที่ดังกล่าวโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน 2551   พบสารหนูในลำน้ำห้วยเล็ก เขตพื้นที่บ้านกกสะทอน หมู่ 2 , พบสารแมงกานีสในลำห้วยผุก เขตพื้นที่บ้านนาหนองบง หมู่ 3 และพบสารแคดเมี่ยม ในระบบประปาบาดาลบ้านนาหนองบง (คุ้มน้อย) หมู่ 3  ซึ่งสารทั้งหมดนี้ถูกพบในปริมาณสูงเกินค่ามาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้ใช้น้ำอุปโภคบริโภค

โดยเนื้อหาข่าวดังกล่าวได้ระบุคำกล่าวของนายวิวรรธน์ ก่อวิริยกมล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลยว่า สารหนูเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย  มีผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง คนที่แพ้สารดังกล่าวจะเกิดอาการคัน ถ้าสัมผัส เมื่อถูกตาจะมีอาการแสบ ส่วนพิษจากแคดเมี่ยม จะทำให้เป็นโรคไต โรคปอด กระดูกเปราะได้ง่าย จึงไม่ควรนำน้ำในแหล่งน้ำเหล่านี้มาซักผ้า ถูบ้าน อาบน้ำ หรือประกอบอาหาร

ด้านแม่เร่ง วงศ์คำโสม อายุ 52 ปี ชาวบ้านนาหนองบง หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับการตรวจร่างกายจากสาธารณสุขจังหวัด และพบว่ามีสารไซยาไนด์ในร่างกาย  ประกอบกับมีอาการแสบตาและเป็นผื่นคัน จนทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาการดังกล่าวของแม่เร่งเป็นผลมาจากการได้รับสารไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรง และเป็นสารที่ใช้ในกระบวนการแยกแร่ทองคำ

อย่างไรก็ตาม แม่เร่งกล่าวว่า ตนไม่รู้จักสารไซยาไนด์ และไม่สนใจรักษา เพราะไม่มีอาการรุนแรง และไม่สะดวกจะเดินทางเข้าไปรักษาในตัวจังหวัด สิ่งที่ตนรับรู้ในตอนนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่ต้องหันมาซื้อน้ำไว้ดื่มกินและหุงหาอาหารเป็นเงินกว่า 500 บาทต่อเดือน แม้เจ้าหน้าที่จะเอาน้ำมาแจกจ่าย แต่ก็ไม่เพียงพอ ส่วนน้ำที่ใช้อาบและซักล้าง ตนยังใช้น้ำประปาบาดาลเหมือนเดิม

 

นักวิชาการยืนยัน-มีสารพิษ แต่ไม่เกี่ยวกับเหมือง

โพยม สราภิรมย์ นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยน้ำบาดาล คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษา ตรวจวัดและรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองทองคำเปิดเผยว่า ในกระบวนการทำเหมืองทองคำของบริษัททุ่งคำ มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีการบำบัดพิษสารไซยาไนด์ และป้องกันการที่สารโลหะหนักที่ได้จากการขุดแร่ทองคำ เช่น สารหนู แมงกานีส ไม่ให้ถูกชะล้าง และไหลไปปนเปื้อนแหล่งน้ำ และพื้นที่ทำการเกษตรชุมชน โดยใช้แผ่นพลาสติกพีวีซีรองพื้นบ่อ เพื่อกักเก็บทั้งน้ำฝนและน้ำที่ใช้ในกระบวนการการผลิตทองคำ

“ผลการตรวจสอบน้ำตามจุดเฝ้าระวังต่างๆและแหล่งน้ำในชุมชนล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2552 พบว่า ไม่มีสารไซยาไนด์ ส่วนสารหนูและทองแดงมีค่าปนเปื้อนในน้ำมาก แต่เป็นค่าที่มากตามปกติ และมีค่าเท่าเดิมกับช่วงที่เหมืองยังไม่เข้ามาก่อตั้ง แต่เมื่อมีหน่วยงานรัฐตรวจพบสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ทางเหมืองต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการมีส่วนเข้าไปตรวจสอบผลให้แน่ชัดว่าสารพิษดังกล่าวมาจากเหมืองจริงหรือไม่”

 

นโยบายรัฐ-หวังกอบกู้เศรษฐกิจด้วยแร่ทองคำ

แม้กระแสการต่อต้านไม่เอาเหมืองแร่ทองคำของชาวบ้านในพื้นที่ภูหลวงจะเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ทว่าความจริงอีกด้านก็คือ อนาคตของเหมืองแร่ทองคำน่าจะสดใส โดยมวลชัย  กันทรมงคล หัวหน้าฝ่ายโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเลยเปิดเผยถึงนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการลงทุนในประเทศ และการเก็บค่าภาคหลวงในแบบอัตราก้าวหน้าสอดคล้องกับราคาทองคำโลก ซึ่งผลการศึกษาการกำหนดนโยบายและสำรวจการทำเหมืองทอง โดยคณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า ถ้าเปิดเหมืองเพิ่มได้สำเร็จ จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในการส่งออกแร่ทองคำ เพราะขณะนี้การแข่งขันทางการตลาดทองคำในโลกมีแนวโน้มจะลดลงและคงที่ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศหันมาลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตแร่ทองคำในประเทศไทยมากขึ้น เพราะเป็นแร่ที่มีมูลค่าสูงและคงที่ จนสามารถกู้วิกฤติเศรษฐกิจได้

กระบวนการผลิตทองคำ : สินแร่ที่ถูกบดจนละเอียดแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการแยกแร่ทองคำโดยใช้สารไซยาไนด์

กระบวนการผลิตทองคำ : สินแร่ที่ถูกบดจนละเอียดแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการแยกแร่ทองคำโดยใช้สารไซยาไนด์

เที่ยวเหมืองทอง-ฟื้นฟูด้วยพืชดูดซึมสารพิษ

ดิเรก รัตนวิชช์ กรรมการผู้จัดการบริษัททุ่งคำกล่าวว่า แม้ชาวบ้านจะต่อต้าน แต่อยากให้มองว่าการทำเหมืองทองคำในพื้นที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนเอง ที่ผ่านมาทางบริษัทให้ความสำคัญกับการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และพิสูจน์โดยการนำกากแร่ที่เหลือมาผลิตอิฐบล็อกสำหรับใช้ในการก่อสร้าง นอกจากนี้ หลังจากทำเหมืองทองเสร็จสิ้นแล้วจะต้องมีการปรับปรุงบริเวณที่เปิดหน้าเหมืองเพื่อขุดหาแร่ทองให้มีพื้นผิวปกติ ซึ่งทางเหมืองได้จ้างชาวบ้านให้ปลูกกล้วยและไผ่ เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ป่าบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นป่าไผ่โดยตั้งใจให้ชาวบ้านสามารถมาขุดหาหน่อไม้ได้ตามเดิม

“ตอนนี้ผมมีนโยบายเปิดเหมืองเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนทั่วไปได้ดูการทำเหมืองทอง ซึ่งมีแค่ 2 แห่งในประเทศไทย และยังเป็นการเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาตรวจสอบด้วยในตัว เพราะเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนอีกด้วย”

รศ.ดร.พรสวรรค์  วิสุทธิวิเศษ นักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการสะสมสารพิษที่เกิดจากกระบวนการทำเหมืองว่า การทำเหมืองจะทำให้เกิดกากแร่ โดยเฉพาะสารหนูที่มีอันตราย หากปนเปื้อนในดินและน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค ดังนั้นทีมวิจัยจึงศึกษาวิธีการกำจัดสารหนูออกจากน้ำและดิน โดยใช้พืชที่มีความสามารถในการสะสมสารหนูได้สูงมาก โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองในพื้นที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเคยเป็นพื้นที่เหมืองดีบุก และมีสารหนูปนเปื้อนในน้ำระดับสูงกว่ามาตรฐาน และพบว่าพืชที่สามารถดูดซึมสารหนูได้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านคือ ดาวเรืองและกล้วยน้ำว้า

“สำหรับเหมืองทองก็เช่นกันหากจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สามารถปลูกดาวเรืองได้เลย เพราะได้ทั้งความสวยงามและช่วยดูดซึมสารหนู แต่สำหรับกล้วยน้ำว้าหากเหมืองหรือชาวบ้านจะปลูกต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ต้องมีการเข้าไปทดลองว่าพืชชนิดใดเหมาะสมที่จะปลูกในพื้นที่รอบเหมืองทอง ขณะเดียวกันถ้าเป็นพืชที่ชาวบ้านปลูกอยู่แล้ว ต้องมีการศึกษาทดลองว่าจะใช้จุลินทรีย์ชนิดใด เพื่อช่วยลดการดูดซึมสารพิษของพืชให้เกิดการสะสมสารพิษในส่วนที่ใช้รับประทานน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพของชาวบ้านที่ต้องกินพืชผักที่ปลูกเอง”

 

ทางออก- เหมืองต้อง“อยู่ร่วม”มิใช่“ทำลาย”

ผศ.ดร.ยรรยงค์  อินทร์ม่วง อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ ผู้เชี่ยวไชาญด้านสิ่งแวดล้อมในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า ในความเป็นจริงเหมืองสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากเหมืองมีการจัดการที่ดี โดยดำเนินการตามมาตรการแก้ไขและป้องกันผลกระทบ โดยเฉพาะการกำจัดของเสียและกากแร่ ต้องเปิดให้ชาวบ้านได้เห็นและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

“ในกรณีที่ผลตรวจน้ำในแหล่งน้ำของชุมชนพบสารพิษปนเปื้อน ในความเห็นส่วนตัว คิดว่าต้องมีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนมาร่วมกันตรวจสอบ โดยต้องตรวจตัวอย่างน้ำเดียวกัน ทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน นอกจากนี้การตรวจผลเลือดในร่างกายชาวบ้าน โดยกระบวนการทางเคมีจะทำให้ทราบว่าสารพิษในร่างกายของชาวบ้านนั้นมาจากยาปราบศัตรูพืช หรือสารพิษที่มาจากแร่”

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ยรรยงค์ยังชี้ให้เห็นแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติว่า สินแร่เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วก็หมดไป แต่ทรัพยากรป่าไม้ น้ำและ ดินเป็นทรัพยากรหมุนเวียน ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะขุดแร่ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จึงสำคัญมาก เพราะเมื่อขุดแร่ขึ้นมา ดิน น้ำ และป่าไม้ย่อมได้รับผลกระทบ จึงต้องมีการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างรัดกุม

“ความคุ้มค่าของการขุดสินแร่ ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนจากการลงทุนหรือแค่เพียงค่าภาคหลวงที่รัฐจะได้รับ แต่ต้องคำนึงถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าควรมีการทำเหมืองในพื้นที่ที่เขาต้องอาศัยทรัพยากรป่าไม้และน้ำหรือไม่ โดยได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนจากภาครัฐ และที่สำคัญคือชุมชนต้องได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ ดิน และ แหล่งน้ำ ได้อย่างสมดุล โดยได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด”

การต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มรักษ์บ้านเกิดยังไม่จบลง และขณะนี้ชาวบ้านกำลังรอผลอยู่ว่าเหมืองแร่ทองคำจะขยับขยายจากภูที่เคยสูงตระหง่านฟ้ามายังภูเหล็กหรือไม่ ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่ชาวบ้านสัญญาจะทำคือพยายามให้สุดกำลังเพื่อปกป้องผืนป่า ท้องน้ำ และภูเขาของพวกเขาให้ยืนยงต่อไป ในฐานะมรดกทางธรรมชาติที่ควรจะตกทอดมายังลูกหลานต่อไป

ไพฑูรย์ ธุระพันธ์

จารยา บุญมาก

6 Comments »

  • oui said:

    อืมมมมมมมมมมมมมม อีก 1 รางวัล ริต้า ปาติยเสวี สินะ  เหอะๆ

  • หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน : หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสาร said:

    [...] กูรูชุมชนดร.ฉันทนาเวชโอสถศักดาoui on “ภูทับฟ้า” เมื่อชาวบ้านทวงภูเขาคืน…porplaping on โวย อบต.เบี้ยวคนชรา [...]

  • PoNd said:

    ขอแสดงความยินดีด้วยนะค่ะ

  • boeing said:

    ยินดีด้วยนะครับ เก่งมากๆๆๆ

  • toonhue (author) said:

    ขอบคุณคุณครู เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่ได้ลงพื้นที่ด้วยกัน

    ขอบคุณรุ่นพี่ที่เขียนงานดีีๆให้น้องยึดเป็นต้นแบบ

    ขอบคุณแหล่งข่าวทุกท่านที่ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ให้ความรู้และคำแนะนำดีๆ

    และแหล่งข่าวที่ด่าทอ ขู่เข็ญ ดูถูกเหยียดหยาม

    55555555555555 เหมือนเป็นนางงามเลย

    รางวัลเป็นเพียงวัตถุ อย่ายึดติด อย่าทรนงตน

    ว่าเก่งกว่าใคร

    ยิ่งได้รางวัลยิ่งต้องคิดว่าเรายังด้อย ยังต้องพัฒนา

    อย่าให้รางวัลเป็นกรอบในการทำงาน

    อย่าทำงานหวังรางวัล

    เก็บประสบการณ์ให้ดี

    พอจบออกไป ถ้วยรางวัลเราฝากไว้ที่คณะ

    เพราะที่ทำงานเขาดูงานของเรา

    อย่าเอารางวัลไปค้ำคอตัวเองนะ

    ไปหาสมัครงานก่อนล่ะ

    บาบๆ

    รักนะหอยขม

     

    จุ๊ฟๆ

     

    *—————-*

  • toonhue (author) said:

    โอ๊ะ บายๆๆ ไม่ใช่บาบๆ *————*

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.

:wink: :-| :-x :twisted: :) 8-O :( :roll: :-P :oops: :-o :mrgreen: :lol: :idea: :-D :evil: :cry: 8) :arrow: :-? :?: :!: