<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน : หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</title>
	<atom:link href="http://news.mcmsu.net/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://news.mcmsu.net</link>
	<description>หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Aug 2010 10:20:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>360 องศา:ชี้ความทรงจำแสนดีอาจไม่มีจริง!!</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1745</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1745#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Aug 2010 16:50:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oui</dc:creator>
				<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1745</guid>
		<description><![CDATA[เอเจนซี - พบคนมากมายมีความทรงจำประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาสสุดเพอร์เฟ็กต์ การไปเที่ยวแสนโรแมนติก ทว่าหลายเหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อน ความทรงจำอาจคงอยู่ยืนนาน และเป็นกำลังใจให้ยามที่คนเราต้องเผชิญเหตุการณ์เลวร้าย แต่จากงานทดลองของนักวิจัยกลับพบว่า ความทรงจำแสนดีมากมายอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในการศึกษาที่ได้ผลลัพธ์น่าประหลาดใจ นักจิตวิทยาพบว่าคน 1 ใน 5 จดจำเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยได้แบบเป็นตุเป็นตะ การค้นพบนี้ตอกย้ำความผิดพลาดของความทรงจำ และช่วยอธิบายว่าเหตุใดคน 2 คนจึงจำบทสนทนาและเหตุการณ์เดียวกันได้ไม่เหมือนกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1745" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><div id="attachment_1746" class="wp-caption aligncenter" style="width: 160px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/08/FamilyStudies.jpg"><img class="size-thumbnail wp-image-1746" title="FamilyStudies" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/08/FamilyStudies-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต</p></div>
<p>เอเจนซี &#8211; พบคนมากมายมีความทรงจำประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาสสุดเพอร์เฟ็กต์ การไปเที่ยวแสนโรแมนติก ทว่าหลายเหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อน</p>
<p>ความทรงจำอาจคงอยู่ยืนนาน และเป็นกำลังใจให้ยามที่คนเราต้องเผชิญเหตุการณ์เลวร้าย แต่จากงานทดลองของนักวิจัยกลับพบว่า ความทรงจำแสนดีมากมายอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน<br />
       <br />
ในการศึกษาที่ได้ผลลัพธ์น่าประหลาดใจ นักจิตวิทยาพบว่าคน 1 ใน 5 จดจำเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยได้แบบเป็นตุเป็นตะ<br />
       <br />
การค้นพบนี้ตอกย้ำความผิดพลาดของความทรงจำ และช่วยอธิบายว่าเหตุใดคน 2 คนจึงจำบทสนทนาและเหตุการณ์เดียวกันได้ไม่เหมือนกัน<br />
       <br />
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮัลล์ในอังกฤษ สอบถามนักศึกษา 1,600 คนว่าเคยมีความทรงจำลวงหรือไม่</p>
<p>ผลปรากฏว่านักศึกษา 1 ใน 5 ยอมรับว่าเคยมีประสบการณ์ดังกล่าว และส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่ย้อนไปเมื่อสมัยอายุ 4-8 ขวบ<br />
       <br />
รายงานในวารสารไซโคโลจิคัล ไซนส์ให้รายละเอียดว่า อาสาสมัครคนหนึ่งอ้างว่าจำได้ชัดเจนว่าเคยเป็นนักฮ็อกกี้ แต่พ่อแม่ของนักศึกษาผู้นี้ยืนยันว่าลูกสาวไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้แม้แต่เพียงครั้งเดียวในชีวิต<br />
       <br />
อาสาสมัครอีกคนบอกว่าเคยเห็นไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ<br />
       <br />
“ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เรารู้สึกถึงอัตลักษณ์ และความทรงจำเหล่านั้นมักแม่นยำเพียงพอที่จะใช้ต่อรองกับชีวิตเมื่อเผชิญปัญหา<br />
       <br />
“แต่จากผลการศึกษาของเรา อดีตที่เราจดจำได้ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ของความทรงจำที่เชื่อไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคิด<br />
       <br />
“ที่สำคัญคือ ถ้าไม่ได้ถูกท้าทายโดยหลักฐานในรูปแบบใดๆ ความทรงจำเหล่านั้นจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ชีวประวัติที่เราบันทึกขึ้นเองต่อไป” <strong>กิเลียนา มาสโซนี</strong> ผู้นำการวิจัยระบุ<br />
       <br />
<strong>ฌอง เปียเกต์</strong> นักจิตวิทยาวิวัฒนาการ เล่าว่าเคยถูกลักพาตัวตอนอายุ 2 ขวบ ขณะออกไปเดินเล่นในสนามกับพยาบาล เขายังจำได้ว่าผู้ร้ายข่วนหน้าพยาบาลจนเป็นแผล<br />
       <br />
แต่ 13 ปีหลังจากนั้น พยาบาลคนดังกล่าวสารภาพว่าเธอแต่งเรื่องขึ้นมา แม้เปียเกต์ไม่เชื่อว่าตนเคยถูกจับตัวอีกต่อไป ทว่า เขาไม่สามารถลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นได้<br />
       <br />
ในการทดลองที่โด่งดังครั้งหนึ่ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความทรงจำลวงเข้าสู่สมองของอาสาสมัคร<br />
       <br />
นักวิจัยจัดให้อาสาสมัครเหล่านั้นดูภาพโฆษณาปลอมของดิสนีย์แลนด์ที่มีตัวละครบั๊กบันนี่อยู่ด้วย<br />
       <br />
2-3 สัปดาห์ต่อมา เมื่ออาสาสมัครถูกขอให้เล่าเรื่องการไปเที่ยวธีมปาร์กตอนเด็กๆ ให้ฟัง ปรากฏว่า 1 ใน 3 จำได้ว่าเคยเจอบั๊กบันนี่ ทั้งที่ในความเป็นจริงการ์ตูนตัวนี้เป็นของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซึ่งเป็นคู่แข่งของดิสนีย์ ดังนั้น จึงไม่มีทางที่เจ้ากระต่ายจะไปปรากฏตัวที่ดิสนีย์แลนด์ได้<br />
       <br />
การค้นพบนี้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิธีที่นักบำบัด ‘กู้’ ความทรงจำที่สูญหายไปของผู้ที่เคยถูกล่วงละเมิดตอนเป็นเด็ก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1745</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผปค.-นร.แห่ดูกระดาษคำตอบ GAT-PAT</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1739</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1739#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Aug 2010 16:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oui</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1739</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมากแห่ขอดูกระดาษคำตอบ การทดสอบความถนัดทั่วไป และการทำสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ หรือ GAR-PAT ที่สทศ. ด้านนร.สตรีวิทย์ฯ สะท้อนความเห็น อยากให้ปรับเกณฑ์ให้คะแนน ชี้แบบ "ตอบผิดติดลบ" ทำให้เด็กจำใจมั่ว   วันนี้ (21 ส.ค.) ที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดให้นักเรียนดูกระดาษคำตอบการทดสอบความถนัดทั่วไป และการทำสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (GAT-PAT) ครั้งที่ 2/2553 เพื่อใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง (แอดมิชชันส์) ที่ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 6-8 สิงหาคมที่ผ่านมา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1739" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><div id="attachment_1740" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/08/553000012347301.jpg"><img class="size-medium wp-image-1740" title="553000012347301" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/08/553000012347301-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพประกอบจากเน็ต</p></div>
<p>ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมากแห่ขอดูกระดาษคำตอบ การทดสอบความถนัดทั่วไป และการทำสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ หรือ GAR-PAT ที่สทศ. ด้านนร.สตรีวิทย์ฯ สะท้อนความเห็น อยากให้ปรับเกณฑ์ให้คะแนน ชี้แบบ &#8220;ตอบผิดติดลบ&#8221; ทำให้เด็กจำใจมั่ว<br />
       <br />
วันนี้ (21 ส.ค.) ที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดให้นักเรียนดูกระดาษคำตอบการทดสอบความถนัดทั่วไป และการทำสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (GAT-PAT) ครั้งที่ 2/2553 เพื่อใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง (แอดมิชชันส์) ที่ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 6-8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้มีนักเรียนและผู้ปกครองเดินทางมาขอดูกระดาษคำตอบจำนวนมาก</p>
<p><strong>น.ส.ชุลีมาศ ชุลีพันธุมาศ</strong> นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีวิทยา กล่าวว่า ตนยื่นคำร้องเพราะคิดว่าน่าจะได้คะแนนมากกว่านี้ แต่เมื่อมาดูคำตอบและฟังเจ้าหน้าที่อธิบายก็เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัว และเพื่อนอีกหลายคนต่างไม่ชอบวิธีคิดหรือหลักเกณฑ์การให้คะแนน เพราะข้อสอบ GAT-PAT จะมีคำตอบที่สามารถให้ตอบได้หลายคำตอบ ถ้าตอบผิดคะแนนจะติดลบ ถ้าไม่ตอบคะแนนก็ได้ศูนย์ ทำให้ต้องเสี่ยงตอบเพื่อให้ได้คะแนน ขณะที่การสอบ GAT-PAT ภาคภาษาอังกฤษจะไม่มีการหักคะแนนเหมือนภาคภาษาไทย จึงต้องการให้ปรับปรุงเกณฑ์ให้คะแนนเหมือนกัน ซึ่งตนก็เข้าใจเหตุผลของการใช้วิธีนี้ เพราะ สทศ.ชี้แจงว่าไม่ต้องการให้นักเรียนมั่วตอบคำถาม ต้องแน่ใจก่อนตอบ เนื่องจากชีวิตจริงต้องวิเคราะห์ ก่อนตัดสินใจทำสิ่งใดลงไป</p>
<p>ข่าวจากผู้จัดการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1739</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถามหา “สิทธิเด็ก” ผ่านสำนึกสื่อ!</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1723</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1723#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 20:08:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[สิทธิเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1723</guid>
		<description><![CDATA[Tweet ทุกวันนี้ปัญหาทางสังคมในทุกบริบททวีความรุนแรงมากขึ้น หากติดตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอทีวี จะพบเจอข่าวในลักษณะนี้แทบทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ “เด็ก &#8211; เยาวชน&#8221; ซึ่งจะได้รับความสนใจจากคนในสังคมจำนวนไม่น้อย
ทว่าเมื่อเด็ก เยาวชน ตกเป็นข่าว เส้นแบ่งระหว่าง “การนำเสนอข่าว” กับ “การละเมิดสิทธิเด็ก” นั้นอยู่ห่างกันแค่ไหน และเมื่อสื่อเลือกที่จะเสนอข่าวจนล้ำเส้นการละเมิดสิทธินั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?

เมื่อเร็วๆนี้สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ จัดสัมมนาเรื่อง &#8220;การรายงานข่าวด้านสิทธิเด็ก&#8221; โดย พรรณพิมล นาคนาวา จากภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนมุมมองว่า สื่อไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการในการรายงานข่าวเด็ก แต่จะมุ่งให้มีผลเกิดขึ้น เช่น การให้เด็กโชว์บั้นท้ายเพื่อการนำเสนอข่าวเด็กถูกครูตี โดยที่สื่อขอให้เด็กเลื่อนชายกระโปรงเพียงเพื่อโชว์ข้อเท็จจริง แต่วิธีดังกว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก จึงอยากให้สื่อไทยคำนึงถึงบรรทัดฐานของความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและควรที่จะได้รับการปกป้อง
&#8220;อยากจะให้สื่อนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในเชิงสร้างสรรค์ให้มากกว่านี้ เพื่อให้สังคมมีความหวังกับอนาคตของชาติมากขึ้น เพราะปัจจุบันสื่อเสนอภาพหรือสะท้อนความเป็นสังคมในทางลบเพียงอย่างเดียว ทั้งเด็กก่อความเดือดร้อน เด็กสร้างปัญหาสังคม ซึ่งเด็กไทยยังมีมุมดีๆ ที่สื่อน่าจะนำเสนออีกมาก ดังนั้น สื่อควรยกระดับแง่มุมการรายงานข่าวให้เชื่อมโยงกับปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่มองเห็น แต่เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องที่รายงานข่าว เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน&#8221; อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็น
สำหรับ “คนข่าว” อย่าง &#8220;เปรียว &#8211; พรเพ็ญ ทองสวัสดิ์&#8221; ผู้สื่อข่าวสายสังคม “มหาชัยเคเบิลทีวี” มองว่า ปัจจุบันการทำข่าวเด็กไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์และสื่ออื่นๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องเด็ก เยาวชน เช่น การนำเสนอภาพ เสียง และภาษาที่ใช้ในการรายงานข่าว เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากความเคยชินของผู้สื่อข่าวเอง จึงไม่ได้ระมัดระวัง เมื่อนำข่าวมารายงานหรือเพื่อต้องการยืนยันถึงข้อมูลที่เป็นจริง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้รับสาร ว่าข่าวที่นำเสนอนั้นมีน้ำหนักของความเป็นจริง จึงไม่ได้คำนึงถึงเด็กว่าจะได้รับผลกระทบความรุนแรงจากข่าวมากน้อยแค่ไหน
เช่นเดียวกับ &#8220;อุดมเดช เกตุแก้ว&#8221; ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น “หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ” แสดงมุมมองเรื่องนี้ว่า การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กในมุมมองทางลบ เช่น ข่าวเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข่าวเด็กถูกกระทำทางร่างกาย หรือแม้แต่ข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก นั้น เบื้องต้นผู้สื่อข่าวเองก็พยายามปกป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กอยู่แล้ว เช่น ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1723" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong> ทุกวันนี้ปัญหาทางสังคมในทุกบริบททวีความรุนแรงมากขึ้น หากติดตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอทีวี จะพบเจอข่าวในลักษณะนี้แทบทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ </strong><strong>“เด็ก &#8211; เยาวชน&#8221; ซึ่งจะได้รับความสนใจจากคนในสังคมจำนวนไม่น้อย</strong></p>
<p>ทว่าเมื่อเด็ก เยาวชน ตกเป็นข่าว เส้นแบ่งระหว่าง “การนำเสนอข่าว” กับ “การละเมิดสิทธิเด็ก” นั้นอยู่ห่างกันแค่ไหน และเมื่อสื่อเลือกที่จะเสนอข่าวจนล้ำเส้นการละเมิดสิทธินั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?</p>
<p><span id="more-1723"></span></p>
<div id="attachment_1724" class="wp-caption aligncenter" style="width: 209px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/553000010307601.jpeg"><img class="size-medium wp-image-1724" title="601" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/553000010307601-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">เปรียว - พรเพ็ญ ทองสวัสดิ์&quot; ผู้สื่อข่าวสายสังคม “มหาชัยเคเบิลทีวี”</p></div>
<p>เมื่อเร็วๆนี้สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ จัดสัมมนาเรื่อง &#8220;การรายงานข่าวด้านสิทธิเด็ก&#8221; โดย <strong>พรรณพิมล นาคนาวา</strong> จากภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนมุมมองว่า สื่อไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการในการรายงานข่าวเด็ก แต่จะมุ่งให้มีผลเกิดขึ้น เช่น การให้เด็กโชว์บั้นท้ายเพื่อการนำเสนอข่าวเด็กถูกครูตี โดยที่สื่อขอให้เด็กเลื่อนชายกระโปรงเพียงเพื่อโชว์ข้อเท็จจริง แต่วิธีดังกว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก จึงอยากให้สื่อไทยคำนึงถึงบรรทัดฐานของความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและควรที่จะได้รับการปกป้อง</p>
<div id="attachment_1725" class="wp-caption aligncenter" style="width: 209px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2.jpeg"><img class="size-medium wp-image-1725" title="2" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">&quot;ดอกไม้-อภิญญา ทองล้วน&quot; ผู้สื่อข่าวจากช่อง TNN 24</p></div>
<p>&#8220;อยากจะให้สื่อนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในเชิงสร้างสรรค์ให้มากกว่านี้ เพื่อให้สังคมมีความหวังกับอนาคตของชาติมากขึ้น เพราะปัจจุบันสื่อเสนอภาพหรือสะท้อนความเป็นสังคมในทางลบเพียงอย่างเดียว ทั้งเด็กก่อความเดือดร้อน เด็กสร้างปัญหาสังคม ซึ่งเด็กไทยยังมีมุมดีๆ ที่สื่อน่าจะนำเสนออีกมาก ดังนั้น สื่อควรยกระดับแง่มุมการรายงานข่าวให้เชื่อมโยงกับปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่มองเห็น แต่เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องที่รายงานข่าว เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน&#8221; อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็น</p>
<p>สำหรับ “คนข่าว” อย่าง <strong>&#8220;เปรียว &#8211; พรเพ็ญ ทองสวัสดิ์</strong>&#8221; ผู้สื่อข่าวสายสังคม “มหาชัยเคเบิลทีวี” มองว่า ปัจจุบันการทำข่าวเด็กไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์และสื่ออื่นๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องเด็ก เยาวชน เช่น การนำเสนอภาพ เสียง และภาษาที่ใช้ในการรายงานข่าว เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากความเคยชินของผู้สื่อข่าวเอง จึงไม่ได้ระมัดระวัง เมื่อนำข่าวมารายงานหรือเพื่อต้องการยืนยันถึงข้อมูลที่เป็นจริง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้รับสาร ว่าข่าวที่นำเสนอนั้นมีน้ำหนักของความเป็นจริง จึงไม่ได้คำนึงถึงเด็กว่าจะได้รับผลกระทบความรุนแรงจากข่าวมากน้อยแค่ไหน</p>
<div id="attachment_1726" class="wp-caption aligncenter" style="width: 256px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/3.jpeg"><img class="size-medium wp-image-1726" title="3" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/3-246x300.jpg" alt="" width="246" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">&quot;อุดมเดช เกตุแก้ว&quot; ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น “หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ”</p></div>
<p>เช่นเดียวกับ <strong>&#8220;อุดมเดช เกตุแก้ว&#8221;</strong><strong> </strong>ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น “หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ” แสดงมุมมองเรื่องนี้ว่า การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กในมุมมองทางลบ เช่น ข่าวเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข่าวเด็กถูกกระทำทางร่างกาย หรือแม้แต่ข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก นั้น เบื้องต้นผู้สื่อข่าวเองก็พยายามปกป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กอยู่แล้ว เช่น การใช้นามสมมุติ ไม่ลงที่อยู่ แต่ด้วยการแข่งขันนำเสนอประเด็นให้ครอบคลุม ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงเห็นว่าหลายครั้งเนื้อหาข่าวกลับสุ่มเสี่ยงในการละเมิดสิทธิเด็กโดยไม่รู้ตัว</p>
<div id="attachment_1727" class="wp-caption aligncenter" style="width: 209px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/4.jpeg"><img class="size-medium wp-image-1727" title="4" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/4-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">พรรณพิมล นาคนาวา จากภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p></div>
<p>ขณะที่ <strong>&#8220;ดอกไม้-อภิญญา ทองล้วน&#8221;</strong><strong> </strong>ผู้สื่อข่าวจากช่อง TNN 24 สะท้อนว่า ในอดีตการเรียกร้องหรือการตระหนักถึงสิทธิมีให้เห็นน้อยมาก แตกต่างจากปัจจุบันที่ประชาชนรู้จักคำความสิทธิมากขึ้น ซึ่งเมื่อลงลึกไปในรายละเอียดด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับจะพบว่ามีข้อจำกัดอยู่จำนวนมาก จึงอยากฝากไปถึงนักข่าวยุคใหม่ให้ตระหนักถึงข้อดี-ข้อเสียที่จะเกิดขึ้นกับเด็กหลังจากที่นำเสนอข่าวนั้นๆ ออกไป เพื่อแสดงความรับรับผิดชอบต่อสังคมอีกทางหนึ่ง</p>
<p style="text-align: right;">โดย&#8230;วัชราภรณ์  สายเป็ง</p>
<p style="text-align: right;">ที่มา  http://www.manager.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1723</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ห้องเรียน ‘เฟสบุ๊ค’ ที่มากกว่าการ ‘สนทนา’</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1710</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1710#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 19:38:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1710</guid>
		<description><![CDATA[Tweetเว็บไซต์ที่ใช้ในการสื่อสารบนโลกอินเตอร์เน็ตมีมากมายหลากหลายเว็บไซต์ เช่น  Hi5, Twitter, My Space , Blogger , Facebook  เว็บไซต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสนใจในโลกอินเตอร์เน็ตมากกว่าช่วงอายุอื่นๆ

“ไปเจอกันในเฟสบุ๊คนะ”  เฟสบุ๊ค( Facebook ) เป็นเสมือนกระดานสนทนาบนเว็บไซต์ที่สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารของคนแต่ละกลุ่มคน ที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน อาจเป็นวงดนตรี,ภาพยนตร์,สินค้า,บุคคล เป็นต้น และมีบทบาทสำคัญในการใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกัน อยู่คนละทวิปบนโลก สามารถมีการติดต่อสื่อสารกันได้ เสมือนเราอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆกันตลอดเวลา
ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์  อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ ประจำสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (CS) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวว่า  เฟสบุ๊ค(Facebook) ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียน การพูดคุยกับนิสิตมากขึ้นใช้สื่อสารกับนิสิตได้ดี สามารถติดต่อกันได้ง่าย เพราะนิสิตจะเล่นและเข้าระบบกันบ่อยมาก หรือเกือบตลอดเวลา ซึ่งผมมองว่ามันแตกต่างจากระบบอีเลินนิ่ง( E-learning ) ที่เราสร้างให้เด็กมีการติดต่อสื่อสารกันเข้าถึงนิสิตได้ง่ายในเรื่องการเรียน อัพเดทข่าวสารจากอาจารย์ประจำวิชาในส่วนการเรียนการสอนต่างๆ แต่มันไม่สามารถดึงกลุ่มวัยรุ่นอย่างนิสิตนักศึกษาให้เข้ามาสนใจได้มากกว่าตัวเฟสบุ๊ค ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก     ผมยังคิดว่าจะทำยังไงให้ระบบอีเลินนิ่ง( E-learning ) เข้ามาอยู่บนเฟสบุ๊คได้  ซึ่งเป็นข้อดีที่จะทำให้เข้าถึงตัวเด็กได้ดีกว่าระบบอื่นๆที่พยายามรองรับในส่วนนี้
“ อย่างไรก็ตามช่องทางการสื่อสารกว้างไกล และถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เสี่ยงต่อผู้ไม่หวังดีทั้งตัวผู้ใช้ที่อาจจะใช้เว็บไซต์เหล่านี้ในเชิงธุรกิจแบบผิดกฎหมาย  การขายบริการทางเพศ  การชักจูงใจในการหลอกขายสินค้า เช่น ยาลดความอ้วน ครีมทาผิวสรรพคุณต่างๆนาๆ ซึ่งใช้แล้วอาจไม่เป็นไปตามคำบอกกล่าวนั้นๆ อาจเกิดผลร้ายต่อผู้ใช้ในกรณีดังกล่าวมาก หากยังใช้อินเตอร์เน็ตในทางด้านลบเช่นนี้” ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์  กล่าวอีกว่า
ถ้ามองการสนทนาบนเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตในมุมผู้ที่ไม่สนใจ หรือไม่ชอบการสื่อสารประเภทนี้ อาจมองว่ามันจะส่งผลร้ายต่างๆ ทั้งการถูกล่อลวง การถูกระเมิดสิทธิ์ หรือการให้ข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป ผมกลับมองว่าเว็บไซต์มันไม่ได้ทำให้กลุ่มคน หรือวัยรุ่นเสียหาย หรือโดนล่อลวง  มันไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด ไม่ใช่ตัวแปรที่จะส่งผลด้านลบ มันเป็นแค่ความสามารถในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งตัวเว็บไซต์เองไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียในด้านลบ กลับเป็นความผิดของผู้ใช้ที่ใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ใช้ในการตอบสนองความต้องการในเชิงธุรกิจมากเกินไป และด้านที่ผิดต่อศิลธรรม ทำให้ตัวเว็บไซต์ถูกมองในด้านลบไปด้วย ”    อ.ดรสมนึก กล่าว
อาจารย์ชูชาติ  วงศ์อนุชิต  อาจารย์พยาบาล สาขาพยาบาลสะกดสุขภาพจิต และจิตเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการที่นิสิตติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์เฟสบุ๊ค ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1710" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><div id="attachment_1711" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/httpheroux.blogspot.com_.jpeg"><img class="size-medium wp-image-1711" title="china-internet-cafe" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/httpheroux.blogspot.com_-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><p class="wp-caption-text">ต้นปี 2010 มียอดผู้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลกถึง 714 ล้านเครื่องมีแนวโน้มเชื่อมต่อมากขึ้นทุกปี</p></div>
<p>เว็บไซต์ที่ใช้ในการสื่อสารบนโลกอินเตอร์เน็ตมีมากมายหลากหลายเว็บไซต์ เช่น  Hi5, Twitter, My Space , Blogger , Facebook  เว็บไซต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสนใจในโลกอินเตอร์เน็ตมากกว่าช่วงอายุอื่นๆ</p>
<p><span id="more-1710"></span></p>
<p>“ไปเจอกันในเฟสบุ๊คนะ”  เฟสบุ๊ค( Facebook ) เป็นเสมือนกระดานสนทนาบนเว็บไซต์ที่สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารของคนแต่ละกลุ่มคน ที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน อาจเป็นวงดนตรี,ภาพยนตร์,สินค้า,บุคคล เป็นต้น และมีบทบาทสำคัญในการใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกัน อยู่คนละทวิปบนโลก สามารถมีการติดต่อสื่อสารกันได้ เสมือนเราอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆกันตลอดเวลา</p>
<p>ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์  อาจารย์คณะวิทยาการสารสนเทศ ประจำสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (CS) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวว่า  เฟสบุ๊ค(Facebook) ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียน การพูดคุยกับนิสิตมากขึ้นใช้สื่อสารกับนิสิตได้ดี สามารถติดต่อกันได้ง่าย เพราะนิสิตจะเล่นและเข้าระบบกันบ่อยมาก หรือเกือบตลอดเวลา ซึ่งผมมองว่ามันแตกต่างจากระบบอีเลินนิ่ง( E-learning ) ที่เราสร้างให้เด็กมีการติดต่อสื่อสารกันเข้าถึงนิสิตได้ง่ายในเรื่องการเรียน อัพเดทข่าวสารจากอาจารย์ประจำวิชาในส่วนการเรียนการสอนต่างๆ แต่มันไม่สามารถดึงกลุ่มวัยรุ่นอย่างนิสิตนักศึกษาให้เข้ามาสนใจได้มากกว่าตัวเฟสบุ๊ค ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก     ผมยังคิดว่าจะทำยังไงให้ระบบอีเลินนิ่ง( E-learning ) เข้ามาอยู่บนเฟสบุ๊คได้  ซึ่งเป็นข้อดีที่จะทำให้เข้าถึงตัวเด็กได้ดีกว่าระบบอื่นๆที่พยายามรองรับในส่วนนี้</p>
<p>“ อย่างไรก็ตามช่องทางการสื่อสารกว้างไกล และถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เสี่ยงต่อผู้ไม่หวังดีทั้งตัวผู้ใช้ที่อาจจะใช้เว็บไซต์เหล่านี้ในเชิงธุรกิจแบบผิดกฎหมาย  การขายบริการทางเพศ  การชักจูงใจในการหลอกขายสินค้า เช่น ยาลดความอ้วน ครีมทาผิวสรรพคุณต่างๆนาๆ ซึ่งใช้แล้วอาจไม่เป็นไปตามคำบอกกล่าวนั้นๆ อาจเกิดผลร้ายต่อผู้ใช้ในกรณีดังกล่าวมาก หากยังใช้อินเตอร์เน็ตในทางด้านลบเช่นนี้” ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์  กล่าวอีกว่า</p>
<p>ถ้ามองการสนทนาบนเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตในมุมผู้ที่ไม่สนใจ หรือไม่ชอบการสื่อสารประเภทนี้ อาจมองว่ามันจะส่งผลร้ายต่างๆ ทั้งการถูกล่อลวง การถูกระเมิดสิทธิ์ หรือการให้ข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป ผมกลับมองว่าเว็บไซต์มันไม่ได้ทำให้กลุ่มคน หรือวัยรุ่นเสียหาย หรือโดนล่อลวง  มันไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด ไม่ใช่ตัวแปรที่จะส่งผลด้านลบ มันเป็นแค่ความสามารถในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งตัวเว็บไซต์เองไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียในด้านลบ กลับเป็นความผิดของผู้ใช้ที่ใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ใช้ในการตอบสนองความต้องการในเชิงธุรกิจมากเกินไป และด้านที่ผิดต่อศิลธรรม ทำให้ตัวเว็บไซต์ถูกมองในด้านลบไปด้วย ”    อ.ดรสมนึก กล่าว</p>
<p>อาจารย์ชูชาติ  วงศ์อนุชิต  อาจารย์พยาบาล สาขาพยาบาลสะกดสุขภาพจิต และจิตเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากการที่นิสิตติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์เฟสบุ๊ค ทำให้อาจารย์สามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง ความคิดเห็นกับนิสิตได้ อาจมีการอัพเดทข่าวสารการฟังบรรยาย การอบรม หรือข้อมูล เอกสารแต่ละรายวิชาได้ เข้าถึงตัวเด็กได้ง่ายขึ้น ผมมองว่าข้อดีของสังคมบนโลกอินเตอร์เน็ตนี้เด็กสามารถสื่อสารเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว กระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้าง ทำให้เด็กมีกลุ่มมีเพื่อน</p>
<p>“ในแง่จิตวิทยาจะทำให้คนไม่โดดเดี่ยว วิตกกังวล และเครียด ทำให้เขาได้ระบายความรู้สึก ลดความเครียดลงได้ ช่วยเหลือกันได้เหมือนการบำบัดแบบกลุ่มช่วยเหลือกันเอง (Self help group) จากที่ต้องมานั่งล้อมวงศ์กันเป็นกลุ่มๆ เปลี่ยนมาสนทนากันบนเฟสบุ๊คแทนทำให้เด็กมีเพื่อน มีกลุ่มคนที่ชอบ และรักที่จะพูดคุยอะไรที่เหมือนๆกัน ตัวเด็กเองสามารถมีความคิดที่กว้างไกล ทำให้ตามเทคโนโลยีได้ทันเหมาะสมกับยุคแห่งเทคโนโลยี”  อาจารย์ชูชาติ กล่าวอีกว่า</p>
<p>“แน่นอนว่ามีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย ทางจิตเวชมองว่าหากเด็กมีการแยกตัวออกจากสังคม อยู่ในโลกที่เพ้อฝันมากเกินไปมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางจิตได้  แยกแยะจากบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตจากความเครียด วิตกกังวล แต่สามารถรับรู้เวลา,สถานที่,บุคคล ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับคนที่อ่อนแอที่สุดเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต ต่างจากปัญหาด้านจิตเวช คือ บุคคลนั้นหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่สามารถรับรู้เวลา,สถานที่,บุคคล  ทุกคนต้องเข้าใจกลุ่มคนที่แตกต่าง และยอมรับช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันสามารถจัดกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนปัญหาในชีวิต ความเครียดต่างๆได้ จากเว็บไซต์เหล่านี้ก็มีส่วนทำให้ทุกคนผ่อนคลายความเครียดจากการได้พูดคุยกันได้เช่นกัน” อาจารย์ชูชาติ กล่าวอีกว่า</p>
<p>“ข้อเสียที่เห็นได้ชัดขึ้นอาจทำให้เด็กเสียการเรียน ง่ายต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรมทั้งทางทรัพย์สิน สื่อลามก การล่อล่วงทางเพศ และล่อแหลมต่อคำหยาบคายที่ไม่เหมาะสมกับภาษาที่ใช้โดยไม่รู้เท่าทันสื่อ ดังตัวอย่าง มาร์คAF7 (Academy Fantasia Season7) ใช้คำไม่เหมาะสมในการสนทนาเป็นตัวอย่างที่ควรนำมาปรับใช้กับทุกคนที่กำลังใช้สื่อเฟสบุ๊คได้เป็นอย่างดีว่าควรระวัง แต่ทุกคนต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์,รับผิดชอบต่อสังคม,จริยธรรม และวินัยในการเล่น นั่นจะทำให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด ปัญหาจิตเวชเป็นผลสุดท้ายของหลายๆปัจจัยรวมกัน ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว” อาจารย์ชูชาติ กล่าว</p>
<div id="attachment_1718" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_6250.jpg"><img class="size-medium wp-image-1718" title="Facebook" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_6250-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><p class="wp-caption-text">เฟสบุ๊ค สื่อการเรียนที่หวังเข้าถึงนิสิตได้มากขึ้น ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากวัยรุ่นยุคใหม่หัวไอที</p></div>
<p>กระบวนการใช้ช่องทางในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น Facebook ,Hi5 หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเครือข่ายสังคมอย่างหนึ่ง ( Social network )  ถือเป็นแหล่งข้อมูลหลากหลายกลุ่มคน เป็นการสื่อสารที่มีอำนาจมหาศาล   ต้นปี 2010 มียอดผู้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลกถึง 714 ล้านเครื่องมีแนวโน้มเชื่อมต่อมากขึ้นทุกปี ทั้งระบบเพิ่ม เครือข่ายสังคม (Social network) เพิ่มมากขึ้น  ทั้งโทรศัพท์ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหน หรือมุมไหนของโลก</p>
<p>อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และก้าวไปไกลอย่างต่อเนื่อง ในโลกของอินเตอร์เน็ตอาจสร้างทั้งข้อดี ส่งผลทั้งข้อเสียให้กับผู้ที่ใช้มันซึ่งมีความแตกต่างของจุดประสงค์ในแต่ละบุคคล หากเราเลือกที่จะรับ เลือกที่จะใช้สื่อในด้านนี้แล้ว ควรศึกษาถึงข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆที่มีส่วนชักจูงให้สมัคร หรือทำเงื่อนไขต่างๆ ให้ดี และถี่ถ้วนก่อน ไม่เช่นนั้นผลอำนาจมากมายแห่งโลกกว้างใบนี้ อาจส่งผลร้ายต่อตัวคุณมากมายมหาศาล</p>
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;">เรื่อง/ภาพ2 :   มณีนุช  เสียงหวาน</p>
<p style="text-align: right;">ภาพ1 :  china-internet-cafe.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1710</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารคามเจอวิกฤติภัยแล้ง จังหวัดเร่งให้ความช่วยเหลือ</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1631</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1631#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 11:32:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>payumcjr</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headline]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1631</guid>
		<description><![CDATA[ฝนตกขาดช่วง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ทางศูนย์ ปภ.สารคาม ออกบรรเทาสาธารณภัยเร่งด่วน

ในช่วงเดือนมกราคมถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนพัดปกคลุมพื้นที่ของประเทศไทยตอนบนทำให้ พื้นที่ดังกล่าวมีอากาศเย็น และเดือนมีนาคมจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นผลทำให้ร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบ้างพื้นที่ ประกอบกับฝนตกน้อย เป็นเหตุให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยประสบกับความแห้งแล้ง และขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตร เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1631" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p style="text-align: center;"><strong> </strong></p>
<div id="attachment_1639" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><strong> </strong><strong><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2009111.jpg"><img class="size-medium wp-image-1639 " title="200911~1" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2009111-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a></strong><p class="wp-caption-text">พื้นที่ภัยแล้ง หลายพื้นที่ของจังหวัดมหาสารคามแห้งแล้งเพราะขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ทำให้ผลกระทบกระจายไปสู่เกษตรกรรมทุกอำเภอในจังหวัดมหาสารคาม</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong>ฝนตกขาดช่วง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ทางศูนย์ ปภ.สารคาม ออกบรรเทาสาธารณภัยเร่งด่วน</strong></p>
<p>ในช่วงเดือนมกราคมถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนพัดปกคลุมพื้นที่ของประเทศไทยตอนบนทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีอากาศเย็น และเดือนมีนาคมจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นผลทำให้ร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบ้างพื้นที่ ประกอบกับฝนตกน้อย เป็นเหตุให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยประสบกับความแห้งแล้ง และขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตร เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ปีนี้ต้องเจอกับวิกฤติภัยแล้งครั้งยิ่งใหญ่กว่าหลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไข้ปัญหาภัยแล้งในจังหวัดมหาสารคาม ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำในเขตพื้นที่และลำน้ำชีอย่างใกล้ชิด  เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้อย่างทันท<ins datetime="2010-07-04T00:18" cite="mailto:NeabUser">่</ins>วงที</p>
<p>นายสมภพ รัตนะวงศะวัต หัวหน้าฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ประจำศูนย์บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคามกล่าวว่าตอนนี้ทางศูนย์บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดได้เตรียมพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขภัยแล้งที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสาคาม ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม</p>
<p><strong> </strong><strong>“</strong>ได้ประสานงานกับทางอำเภอให้ช่วยตรวจสอบความเสียหายเกี่ยวกับภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างถูกต้อง และทราบว่าแต่ละอำเภอมีผลกระทบเกี่ยวกับด้านใดบ้างและมากน้อยเพียงใด โดยจะได้นำผลการรายงานสถานการณ์ภัยแล้งเข้ารายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป” นายสมภพกล่าว</p>
<p>ด้านนายสุทธินันท์ บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 17 อ่าง ในเขตจังหวัดมหาสารคามอย่างใกล้ชิด และพบว่าปริมาณน้ำที่เคยมีปริมาณเก็บกักอยู่ที่จำนวน 81.201 ล้านลูกบาศก์มาตร แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักที่ 33.869 ล้านลูกบาศก์มาตรคิดเป็น 41.60 % ของจำนวนความจุ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณน้ำที่เหลือน้อยและส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรของชาวบ้าน ต้องเผชิญกับการทำนาที่ขาดแคลนน้ำและต้องใช้ทรัพยากรน้ำที่เหลืออยู่อย่างเห็นคุณค่า</p>
<p>“อาจสืบเนื่องมาจากการทำนาปรังของชาวนาที่ทำกันเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในการทำนาปีนั้นมีจำนวนน้อย และไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร เช่น นาข้าว พืชไร่และพืชสวน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพืชที่จำเป็นในการใช้น้ำทั้งสิ้นขึ้นอยู่ที่ว่าจะใช้น้ำมากหรือน้ำน้อย” นายสุทธินันท์กล่าว</p>
<p>นายสุทธินันท์กล่าวต่อว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในจังหวัด แบ่งออกเป็นการช่วยเหลือจากทางจังหวัด<ins datetime="2010-07-04T00:23" cite="mailto:NeabUser"> </ins>การช่วยเหลือจากทางอำเภอ<ins datetime="2010-07-04T00:23" cite="mailto:NeabUser"> </ins>และการช่วยเหลือจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภครวมทั้งสิ้น 7,137,800 ลิตร ให้กับ 13 อำเภอในจังหวัดมหาสารคาม</p>
<p>“ทางจังหวัดก็มีโครงการที่จะเข้าไปช่วยในการซ่อมแซมบ่อน้ำบาดาล ของแต่ละหมู่บ้าน และขุดลอกเปิดลำห้วยเพื่อที่จะได้มีที่เก็บกักน้ำในการอุปโภคและบริโภคมากขึ้น เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในจังหวัด ซึ่งมีงบประมาณในการช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งทั้งสิ้น 39,804,161.50 บาท” รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวกล่าว</p>
<p>นางทองไส มีไชยยา ชาวนาบ้านใคร่นุ่น ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าปีนี้เป็นปีที่แล้งมากเพราะน้ำที่ไม่เพียงพอต่อการเกษตรตนและชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณเดียวกันต่างพากันทำนาปลูกข้าวแบบแห้งไปก่อน และรอให้ฝนตกลงมา ถ้าไม่ทำแบบนี้อาจต้องรอไปอีกนาน</p>
<p>นายธเนศ สมถวิล ปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามกล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคราม 13 อำเภอ มีเกษตรกร 80,000 กว่ารายที่เลี้ยงสัตว์ประเภทโคนม และโคเนื้อ ซึ่งรวมแล้วในจังหวัดมหาสารคามมีผู้เลี้ยงไม่ต่ำกว่า 320,000 ตัว จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ทำให้พบว่ามีความร<del datetime="2010-07-04T00:38" cite="mailto:NeabUser">ุ่</del>นแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ส่งผลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำดื่มและพืชอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="409" valign="top"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝนปี</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">2552 กับปี2553</span></strong>วันที่1มกราคม-มิถุนายน2553 ฝนตกรวม2,356.33 มม. เฉลี่ย 181.2มม.</p>
<p>วันที่1มกราคม-มิถุนายน2552 ฝนตกรวม5,23410 มม.  เฉลี่ย 402.6มม.</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง :  ทศพล หรพูล </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>วชิราภรณ์ อยู่จันทร์</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>พิทักษ์ สุพร<br />
</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ขอบคุณภาพจาก : www.livekalasin.com</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1631</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สนามเด็กเล่น เป็นสนามม้า</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1581</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1581#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 04:58:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1581</guid>
		<description><![CDATA[เงินจำนวน มหาศาลที่ถูกวางเดิมพันโดยมีจ๊อกกี้เป็นผู้คอยกำกับไม่ให้ตกไปจากบทบาทที่ ควรจะเป็น อาจกล่าวได้ว่า การเป็นจ๊อกกี้ที่ดีในสนามแข่งขันแห่งนี้  ไม่จำเป็นต้องเป็นจ๊อกกี้ที่เก่ง เพราะความเป็นที่หนึ่งมีผู้กำหนดอยู่ปลายทาง แม้ว่าในห้องพักจ๊อกกี้จะมีป้ายย้ำถึงความเป็นนักกีฬาอาชีพ ... ข้าขอสัญญาว่าจะรักษาไว้ซึ่งเกียรติของนักกีฬา หากในความเป็นจริงจ๊อกกี้เหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะเลือก เพราะรายได้ มหาศาลที่สนามม้าทั้งหมด 6 แห่งในประเทศไทย ได้ถูกหักเข้าสู่รัฐฯ   ในทุกๆ 100 บาทจะถูกเจียดเป็นภาษีเข้ารัฐถึง 22.50 บาท เกือบหนึ่งส่วนสี่ของเงินทั้งหมด  ที่เหลือเป็นส่วนเงินรางวัลของผู้แทงม้า 73.50 บาท  และเป็นรายได้เข้าสนามเพียง 4 บาท]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1581" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p style="text-align: center;">
<div style="text-align: left;"><strong>สิ้นเสียงปืนดัง  ฝีเท้าของม้าแข่งเกือบสิบตัวดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสนามแข่ง  เหมือนสัญญาณให้เริ่มต้นละครบทหนึ่งโดยมีม้าเป็นผู้แสดงและจ๊อกกี้คือผู้กำกับเพื่อให้เรื่องราวเล่นไปตามบทบาทที่ควรจะเป็น ใครจะรู้ว่าผู้กุมบังเหียนคอยกำกับบทบาทของม้าจะเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ อายุเพียงสิบกว่าปี  และการจะก้าวมาถึงบทบาทตรงนี้ต้องใช้เวลาฝึกฝน  จึงสามารถเข้ามาสู่สังเวียนแห่งการแข่งขันนี้ได้</strong></div>
<div style="text-align: left;"><strong> </strong></div>
<div id="attachment_1582" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_4685.jpg"><img class="size-medium wp-image-1582" title="DSC_4685" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_4685-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a><p class="wp-caption-text">แข็งแรง จ๊อกกี้ทรงตัวอยู่บนม้าระหว่างการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้ความแข็งแรงในการทรงตัวและไหวพริบในการควบม้าอันเกิดมาจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong> </strong><strong>บ่มเพาะจ๊อกกี้เด็ก</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ลุงอ๊อด</strong>(นามสมมุติ) อายุ 46 ปี เทรนเนอร์ฝึกซ้อมจ๊อกกี้และอดีตจีอกกี้ในคอกม้าแห่งหนึ่งของตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี  ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่อยู่ในวงการม้าแข่งมากว่า 32 ปี  จนปัจจุบันมีลูกชายเป็นผู้สืบทอดการเป็นจ๊อกกี้  เล่าว่า ในการแข่งม้าจะมีคนเลี้ยงม้า คนฝึกม้า และหน้าที่ๆสำคัญที่สุดในสนามแข่งคือผู้ที่คอยควบคุมม้าหรือที่เรียกว่าจ๊อกกี้  เพราะเป็นผู้ที่ต้องบังคับม้าให้ถึงเส้นชัย หรือในขณะเดียวกันก็ดึงม้าไม้ให้ถึงเส้นชัยตามแต่จะได้รับคำสั่ง   การขี่ม้าไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้  แต่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดี และมีการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินลิมิตของม้า</p>
<p style="text-align: left;">ในวงการม้าแข่งจะมีการแบ่งการแข่งขันตามสโตรหรือน้ำหนักตัวของม้า 1 สโตรมีค่าเท่ากับ 6.35 กก.  ม้าแข่งรุ่น 8 สโตรรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 48 กก. จ๊อกกี้ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 45 กก. เพราะอีก 3 กก. เผื่อไว้สำหรับการรองรับน้ำหนักของสัมภาระ  จึงนิยมใช้เด็กเป็นจ๊อกกี้  เด็กคนไหนที่สนใจและมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปก็สามารถฝึกฝนได้เลย  แต่ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองเสียก่อน</p>
<p style="text-align: left;">ลุงอ๊อดยังเล่าต่อว่าผู้เป็นจ๊อกกี้ต้องมีระเบียบวินัยและมีใจรักในอาชีพอย่างมาก  เพราะการขี่ม้าจ๊อกกี้ต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมและมีใจรักจึงจะสามารถประกอบอาชีพนี้ได้นานและยั่งยืน</p>
<p style="text-align: left;">“เด็กที่เป็นจ๊อกกี้ ต้องซ้อมทุกเช้าเย็น เป็นประจำซ้อมขี่ม้าตั้งแต่ตีห้าแล้วเด็กก็ไปเรียน ตอนเย็นก็ต้องมาออกกำลังกายอีก การเป็นจ๊อกกี้เด็กต้องมีร่างกายที่แข็งแรงในการคุมม้า เด็กบางคนก็เข้ามาฝึกด้วยความคึกคะนองก็มี แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะใจเด็กไม่สู้” ลุงอ๊อดเล่า</p>
<p style="text-align: left;">การขี่ม้านอกจากจะต้องมีใจรักในอาชีพ  มีวินัยและร่างกายที่แข็งแรงแล้ว  ยังต้องใช้ไหวพริบในการควบคุมม้าและดูทิศทางของคู่แข่ง  ดังนั้นการเป็นจ๊อกกี้ที่ดีจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลในการเรียนรู้ เด็กบางคนซ้อมแค่ 3 เดือนก็สามารถเป็นจ๊อกกี้ลงแข่งได้  เฉลี่ยรายได้จะอยู่ที่ 300- 500 บาทต่ออาทิตย์ และมีรางวัลพิเศษตามผลงานที่ได้ หากชนะก็รับผลตอบแทนเกือบ 4,000-5,000 บาท  ทำให้ในวงการม้าแข่งมีเด็กหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาในวงการอยู่เสมอ</p>
<p style="text-align: left;">การฝึกฝนจ๊อกกี้ของคอกม้าแต่ละแห่ง ครูฝึกแต่ละคนจะไม่มีรูปแบบตายตัว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือต้องให้เด็กออกกำลังขาและแขนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เนื่องจากเป็นสองส่วนหลักๆที่ต้องใช้พละกำลังมากขณะบังคับม้าในสนาม</p>
<p style="text-align: left;">“โปรแกรมการออกกำลังกายจะเริ่มจากให้วิ่งออกกำลังขาทั้งตอนเช้าและตอนเย็น  หากเพิ่งเริ่มฝึกใหม่ๆอาจฝึกแบบเบาๆก่อน  จ๊อกกี้ต้องซ้อมกับม้า 3- 4 ตัวต่อคน  มีการลดน้ำหนักและควบคุมอาหารร่วมด้วยเพื่อให้น้ำหนักตัวคงที่  บางครั้งอาจต้องใช้ยาถ่ายช่วยหรือเข้าตู้อบตัวหากก่อนวันแข่งขันจ๊อกกี้ยังมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน แต่ในกรณีหลังมักให้ผลไม่ดีแก่ตัวจ๊อกกี้เอง เพราะจะทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ยากจะเอาชนะคนอื่นได้”</p>
<p style="text-align: left;">ลุงอ๊อดยังบอกอีกว่า  ในวงการแข่งม้าโดยปกติหากใช้จ๊อกกี้ที่เป็นเด็กต้องมีอายุมากกว่า 16 ปีขึ้นไปอย่างเช่นที่สนามแข่งม้าในกรุงเทพฯ  แต่สำหรับสนามแข่งม้าที่จังหวัดอุดรธานีแห่งนี้  หากผู้ปกครองมาเซ็นยินยอมที่หน้าสนาม ก็จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาแข่งขันได้  ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ปกครองก็ส่งเสริมเพราะมีรายได้ดี  และคาดว่าอนาคตคงมีจ๊อกกี้เด็กเกิดขึ้นอีกมากมายเพราะมีจำนวนม้าแข่งมากกว่าตัวจ๊อกกี้</p>
<p style="text-align: left;">หากวันไหนไม่ตรงกับวันพระ สนามม้าแห่งนี้ก็จะเปิดพื้นที่ให้บริการทุกๆวันอาทิตย์ โดยวันหนึ่งมีการแข่งขันทั้งหมด 10 รอบ ตั้งแต่บ่ายโมงจนถึง 5 โมงเย็น  ด้วยกติกาของสนาม จ๊อกกี้จะไม่สามารถแข่งได้เกินสองรอบติด  แต่ในหนึ่งวันสามารถแข่งได้มากกว่าสองรอบ  และคอกม้าหลายคอกไม่มีจ๊อกกี้ประจำ จึงต้องใช้การหาจ๊อกกี้กันในสนามแข่ง  หากจ๊อกกี้คนไหนที่มีชื่อเสียงก็จะเป็นที่ต้องการของคอกม้า และค่าตัวของจ๊อกกี้ก็จะสูงมากกว่าปกติ จากที่เคยได้วันละ 200 บาท ก็จะได้มากกว่านั้น  ซึ่งจ๊อกกี้บางคนไม่เพียงแค่วิ่งที่สนามในจังหวัดอุดรเท่านั้น  แต่ยังใช้เวลาในวันเสาร์เป็นจ๊อกกี้วิ่งที่สนามในจังหวัดขอนแก่นอีกด้วย</p>
<p style="text-align: left;">ลุงอ๊อดเล่าต่อว่า การเป็นจ๊อกกี้ไม่เพียงแค่ควบม้าให้ดีเท่านั้น แต่การเชื่อฟังคำสั่งของเทรนเนอร์คือสิ่งที่จ๊อกกี้ในวงการแข่งขันควรจะต้องทราบดี  ลุงอ๊อดยอมรับว่าการแข่งม้าไม่ใช่เป็นแค่กีฬา แต่ถูกยกให้เป็นกิจกรรมการพนัน ซึ่งมีจ๊อกกี้เด็กเป็นฟันเฟืองให้เกิดกระบวนการพนันม้าแข่ง</p>
<p style="text-align: left;"><strong>เมื่อเด็กสนุกกับการขี่ม้า </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>น้องตูน</strong>(นามสมมุติ) หนุ่มน้อยจ๊อกกี้วัยเพียงแค่ 12 ปี แต่มีประสบการณ์ขี่ม้ามาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  อาชีพจ๊อกกี้ของเขาเริ่มต้นมาจากการที่พ่อเป็นคนฝึกม้าแข่งอยู่แล้วจึงลองให้ตูนมาฝึกเป็นจ๊อกกี้  ซึ่งตูนเองก็ชอบเพราะรู้สึกสนุกและได้สตางค์ ตัวเขาเองก็เหมือนเด็กวัยเดียวกันทั่วๆไปที่ชอบทานขนม  แต่เมื่อเขาเข้ามาในวงการนี้อะไรก็ตามที่ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้น เช่นขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมถึงพวกน้ำหวานน้ำอัดลม และนมสดที่เป็นของโปรดปราณของตูนก็ต้องงดหรือทานให้น้อยลง</p>
<p style="text-align: left;">
<div id="attachment_1584" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/house-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-1584" title="house (2)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/house-2-300x202.jpg" alt="" width="300" height="202" /></a><p class="wp-caption-text">เตรียมตัว แม่ของน้องตูน (นามสมมุติ) กำลังช่วยใส่อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งม้าให้ระหว่างรอวิ่งรอบต่อไป</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong>ด้านเปียงจันทร์  พันธ์ศรีทุม</strong> แม่ของน้องตูนเล่าว่า  ไม่ได้บังคับให้ลูกทำอะไร แต่เมื่อชอบขี่ม้า  ตนก็ส่งเสริมเพราะตั้งแต่เริ่มขี่ม้าลูกก็ต้องดูแลตัวเอง  มีระเบียบวินัยมากขึ้น เพราะต้องตื่นแต่เช้าและขยันฝึกซ้อมเป็นประจำ</p>
<p style="text-align: left;">“ยอมรับว่าการฝึกซ้อมขี่ม้ามีผลกระทบต่อเวลาเรียนของตูน เพราะซ้อมม้าเสร็จก็เกือบแปดโมงเช้า บางครั้งก็เข้าเรียนคาบแรกไม่ทัน ก็ต้องขออาจารย์ที่โรงเรียนว่าน้องจะเข้าช้า ยอมรับว่าน้องเขามีผลการเรียนที่ไม่ดี แต่ก็ยังส่งเสริมให้เขาขี่ม้าต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบ แม่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอะไร ต้องมีอาชีพอะไรในอนาคต ขึ้นอยู่ที่ตัวเขาเอง   เงินที่ได้มาเขาก็ไม่ได้เอาไปใช้จ่ายที่ไหน ก็เอามาให้แม่ ” แม่น้องตูนกล่าว</p>
<p style="text-align: left;">นอกจากการส่งเสริมและเป็นกำลังใจให้ลูกในการเป็นจ๊อกกี้แล้ว ยังช่วยดูแลเรื่องอาหารและน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน  โดยงดอาหารหรือเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัว</p>
<p style="text-align: left;">“ตูนชอบทานแฮมเบอร์เกอร์ ชอบดื่มนมสดมาก แม่ก็ต้องให้เขาทานน้อยลง ให้กินพวกผัก ผลไม้เยอะๆ ถ้ากินอาหารที่โรงเรียนเขาก็จะควบคุมตัวเอง แม่ไม่ได้บังคับ เขาทำของเขาเอง” แม่น้องตูนกล่าว</p>
<p style="text-align: left;">ส่วน<strong>น้องบอย</strong>(นามสมมุติ) จ๊อกกี้วัย 14 ปี เริ่มต้นเป็นจ๊อกกี้จากการชักชวนของเพื่อนๆ  บอยบอกว่าจ๊อกกี้เป็นอาชีพที่รายได้ดี ปกติได้รับเงินในการแข่ง 200 บาท ถ้าหากชนะก็ได้เงินหลักพันขึ้นไป  ตอนนี้เขาไม่ได้เรียนหนังสือ ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ที่ร้านซ่อมรถ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์เป็นจ๊อกกี้ขี่ม้าแข่ง  บอยไม่ได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้  รู้เพียงแต่ว่าเขาจะเป็นจ๊อกกี้ต่อไปจนกว่าน้ำหนักจะเกินและขี่ไม่ได้อีก</p>
<p style="text-align: left;">เช่นเดียวกับ<strong>เอ</strong>(นามสมมุติ) จ๊อกกี้อายุ 14 ปี ที่ตอนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ  ใช้เวลาไปกับการฝึกซ้อมม้ามากว่า 2 ปี จากการส่งเสริมของยายเพราะที่บ้านของเอเคยเลี้ยงม้าและโตมากับม้า  ทุกวันนี้เอมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 40 กก. และต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้น้ำหนักเกินมากกว่านี้</p>
<p style="text-align: left;">“ผมต้องคุมน้ำหนักตัวเองไม่ให้เกิน ไม่งั้นอาจจะขึ้นม้าไม่ได้ อยากขี่ม้าไปเรื่อยๆจนกว่าจะขี่ไม่ได้ อนาคตผมอยากมีฟาร์มม้าเป็นของตัวเอง แต่รู้ว่าไม่มีทาง เงินที่ได้จากการขี่ม้าก็เอาไปใช้เองแล้วแต่ว่าจะได้มากหรือน้อย” เอกล่าว</p>
<p style="text-align: left;"><strong>สนามม้า เกมกีฬาหรือเกมพนัน</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;">
<div id="attachment_1585" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/house.jpg"><img class="size-medium wp-image-1585" title="house" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/house-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><p class="wp-caption-text">ลุ้นระทึก บรรยากาศผู้ชมรอบสนามแข่งม้าที่มีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก สามารถเข้าชมได้อย่างติดขอบสนาม กำลังลุ้นวินาทีที่ม้าแข่งวิ่งเข้าเส้นชัย</p></div>
<p style="text-align: left;">เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกวางเดิมพันโดยมีจ๊อกกี้เป็นผู้คอยกำกับไม่ให้ตกไปจากบทบาทที่ควรจะเป็น อาจกล่าวได้ว่า การเป็นจ๊อกกี้ที่ดีในสนามแข่งขันแห่งนี้  ไม่จำเป็นต้องเป็นจ๊อกกี้ที่เก่ง เพราะความเป็นที่หนึ่งมีผู้กำหนดอยู่ปลายทาง แม้ว่าในห้องพักจ๊อกกี้จะมีป้ายย้ำถึงความเป็นนักกีฬาอาชีพ &#8230; ข้าขอสัญญาว่าจะรักษาไว้ซึ่งเกียรติของนักกีฬา หากในความเป็นจริงจ๊อกกี้เหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะเลือก</p>
<p style="text-align: left;">เพราะรายได้มหาศาลที่สนามม้าทั้งหมด 6 แห่งในประเทศไทย ได้ถูกหักเข้าสู่รัฐฯ   ในทุกๆ 100 บาทจะถูกเจียดเป็นภาษีเข้ารัฐถึง 22.50 บาท เกือบหนึ่งส่วนสี่ของเงินทั้งหมด  ที่เหลือเป็นส่วนเงินรางวัลของผู้แทงม้า 73.50 บาท  และเป็นรายได้เข้าสนามเพียง 4 บาท</p>
<p style="text-align: left;"><strong>หรือไม่ผิดที่หนูจะลองเล่น</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;">กติกาของสนามม้าแห่งนี้ห้ามจ๊อกกี้แข่งติดกันสองรอบ  ทำให้ในบางครั้งจ๊อกกี้เหล่านี้ก็ใช้เวลาว่างระหว่างรอวิ่งรอบต่อไปซื้อตั๋วม้าแข่งมาลุ้นกัน ไม่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้น  บริเวณสนามม้ายังมีเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปีมากมายที่สามารถซื้อตั๋วแข่งม้าได้</p>
<p style="text-align: left;">
<div id="attachment_1588" class="wp-caption alignright" style="width: 170px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7024.jpg"><img class="size-medium wp-image-1588" title="IMG_7024" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7024-200x300.jpg" alt="" width="160" height="241" /></a><p class="wp-caption-text">ชำนาญ เยาวชนคนหนึ่งกำลังดูโพยรอบม้าอย่างชำนาญ ระหว่างรอม้าวิ่งรอบต่อไป</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong>อ้อม</strong> (นามสมมุติ)อายุ 17 ปี นร.มัธยมชั้นปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.อุดรธานี เล่าว่าตนซื้อตั๋วแทงม้ามานานแล้ว  มีจุดเริ่มต้นจากเริ่มแรกที่บ้านมีม้าลงแข่งจึงแค่เข้ามาดู บ่อยเข้าก็เริ่มซื้อตั๋วมาเล่น  จากการที่เห็นพ่อและแม่เล่นอยู่แล้วจึงเห็นว่าเป็นเรื่องปกติและไม่คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะได้เห็นวิธีการและกระทำมาตั้งนานแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">อ้อมยังบอกอีกว่าเด็กที่ซื้อตั๋วแทงม้าก็ไม่ต่างไปจากเธอ  แรกๆมักจะตามผู้ปกครองมาในสนาม  เมื่อเห็นพ่อแม่เล่นก็อยากลองเล่นด้วย  และเธอไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ผิด เงินที่ซื้อตั๋วก็มาจากเงินค่าขนมที่อ้อมเก็บสะสมทุกวัน และถูกนำมาใช้ในทุกอาทิตย์ที่มีการแข่งม้า</p>
<p style="text-align: left;">“ตอนเล่นพ่อแม่ก็แค่ถามว่า เล่นได้มั้ย เล่นได้กี่บาท ถ้าได้แม่ก็จะพาไปฝากธนาคารหรือเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้บ้าง” อ้อมกล่าว</p>
<p style="text-align: left;">เช่นเดียวกับ<strong>แอน</strong>(นามสมมุติ) อายุ 10 ขวบ น้องของอ้อมที่เล่าให้เราฟังว่าตัวเขาไม่สามารถซื้อตั๋วเองได้ก็จะฝากพี่สาวซื้อ  พอไปทุกอาทิตย์ก็คลุกคลีกับผู้เล่นคนอื่นๆ รวมไปถึงผู้จำหน่ายตั๋ว ทำให้ตอนนี้แอนสามารถซื้อตั๋วแทงม้าเองได้แล้ว</p>
<p style="text-align: left;">เด็กๆกลุ่มนี้ยังเล่าต่ออีกว่า ถ้าวันไหนมีคนใหญ่ คนโตเข้ามาในสนามม้า หรือตำรวจมาคุมร้านขายตั๋วก็จะไม่ขายให้ และจะโดนดุว่าอายุไม่ถึง ห้ามเด็กเล่น   วันนั้นเป็นอันรู้กันพวกเขาก็จะออกจากสนามไป</p>
<p style="text-align: left;"><strong>จ๊อกกี้เด็กมีเกณฑ์น่าเป็นห่วง</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;">ผลการวิจัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ ไอ แอล โอ  มีการรายงานว่าแวดวงการแข่งม้านิยมใช้จ๊อกกี้เด็กเนื่องจากส่งผลต่อความเร็วของม้า และจ๊อกกี้ถูกควบคุมอาหารโดยเฉพาะอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเพื่อควบคุมน้ำหนัก  อีกทั้งยังมีการซ้อมวิ่งโดยใช้ยางรถยนต์ผูกกับข้อเท้าเพื่อสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง  แต่เด็กจ๊อกกี้เหล่านั้นก็มองว่าเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และไม่ได้คำนึงถึงอันตรายใดๆ</p>
<p style="text-align: left;"><strong>จรัญญา วงษ์พรหม</strong> อาจารย์สถาบันและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ข้อมูลหลังจากศึกษาเกี่ยวกับอาชีพจ๊อกกี้เด็กว่า เด็กที่เข้ามาฝึกจ๊อกกี้มีทั้งเด็กที่อยู่กับคอกม้า และแบบไปเช้าเย็นกลับ โดยพบว่าเด็กที่อยู่กับคอกม้ามักไม่ได้เรียนหนังสือ  และไม่มีการส่งเสริมพัฒนาการตามที่เด็กควรจะได้รับ</p>
<p style="text-align: left;">“กิจวัตรของเค้าทุกวันคือการฝึกกล้ามเนื้อขาและแขน อย่างการใช้เท้าผูกติดกับยางรถยนต์แล้ววิ่ง เอายางในรถจักรยานยนต์ผูกติดเสาแล้วดึงเผื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน  เด็กเค้าก็ต้องดูแลม้าด้วย เพื่อให้ม้าชิน ตกเย็นก็จูงม้าไปวิ่ง  กิจวัตรของเขามักจะเป็นแบบนี้ทุกวัน” จรัญญาเล่า</p>
<p style="text-align: left;">จรัญญายังเล่าต่อว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้โดนบังคับจากทางบ้าน แต่ส่วนใหญ่เป็นจ๊อกกี้ด้วยความสมัครใจเพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่สนุก ซึ่งทางครอบครัวของจ๊อกกี้เองก็มักจะให้การสนับสนุน</p>
<p style="text-align: left;">“การเป็นจ๊อกกี้เด็กพี่มองว่าอาจจะเป็นปัญหาในเรื่องของพัฒนาการ เรื่องแรกคือเรื่องการศึกษา เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ  เรื่องพัฒนาการร่างกายพวกความสูง เขาก็จะไม่สูงตามที่วัยเขาควรจะเป็น แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับการได้รับอาหารเพียงพอไหม เพราะเขาต้องควบคุม สุดท้ายคือเด็กเหล่านี้ต้องอยู่กับสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพนัน” จรัญญากล่าวทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: left;"><strong>สันธาดา การุณยวนิช</strong> นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่นให้แง่มุมในเรื่องนี้ว่า  การแก้ไขต้องให้ความเข้าใจทั้งกับตัวเด็กและผู้ปกครอง  ต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับเรื่องของการศึกษาโดยเริ่มจากครอบครัวไปจนสู่ชุมชน</p>
<p style="text-align: left;">“เด็กที่เป็นจ๊อกกี้ก็เสี่ยงที่จะเจอปัญหาหลายอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เขาอาจจะไม่ได้รับอย่างเพียงพอหรือไม่ถึงเกณฑ์ที่รัฐกำหนดไว้ ความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายอื่นๆ เพราะอาชีพของเขาก็อยู่กับพวกการพนัน อบายมุข แล้วส่วนใหญ่ที่บ้านเด็กก็ค่อนข้างสนับสนุนเพราะรายได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง และดีกว่าการใช้แรงงานอาชีพอื่น”</p>
<p style="text-align: left;">สันธาดายังกล่าวต่อว่ากรณีจ๊อกกี้เด็กอาจมองได้หลายแง่มุม ซึ่งการแก้ปัญหาแต่ละบริบทมีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน  ควรแก้ไขโดยเน้นผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก</p>
<p style="text-align: left;">“ถ้าไม่พูดในแง่ของกฎหมายก็มองได้หลายแบบ  เด็กที่เป็นจ๊อกกี้ที่บ้านเขาอาจจะยากจน  จำเป็นที่เด็กต้องหาอาชีพเสริมก็ได้  หรือตัวเด็กอาจจะชื่นชอบการขี่ม้าจริงๆก็ได้ เพราะวัยเขาถ้ารู้สึกว่าตัวเองเด่นเขาอาจจะอยากทำแบบนั้น  การแก้ไขมันต้องดูเป็นแต่ละกรณีไป  เพราะต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่างประกอบการแก้ไข แต่โดยส่วนตัวก็คิดว่าเด็กควรจะได้รับการศึกษาที่เต็มที่มาก่อนเป็นลำดับแรก”</p>
<p style="text-align: left;">“นอกจากนี้ยังเป็นห่วงในเรื่องของยาเสพย์ติด จากการที่ทำงานร่วมกับเด็กมา ก็พบว่าเด็กหลายคนมีการเสพย์ยาเสพติดเพราะเชื่อว่าช่วยในการควบคุมน้ำหนักและทำให้เขาไม่ง่วง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าจ๊อกกี้เด็กเหล่านั้นอาจจะเสี่ยงกับปัญหานี้เช่นกันหากไม่มีคนดูแลพวกเขา” สันธาดากล่าวทิ้งท้าย</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แก้ปัญหาโดยสถาบันครอบครัว</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;">
<div id="attachment_1587" class="wp-caption alignleft" style="width: 184px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7060.jpg"><img class="size-medium wp-image-1587" title="IMG_7060" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7060-199x300.jpg" alt="" width="174" height="261" /></a><p class="wp-caption-text">ตัวอย่าง ผู้ปกครองกระเตงเด็กเล็กสองคนมาซื้อตั๋วแทงม้าบริเวณสนามม้าแห่งหนึ่ง โดยมีป้ายห้ามเด็กต่ำกว่า 17 เข้าไปในบริเวณสนามม้า</p></div>
<p style="text-align: left;">ส่วนเรื่องของการเล่นพนันกับเด็ก สันธาดามีความคิดเห็นว่าเป็นเรื่องที่สถาบันเล็กๆ อย่างครอบครัวควรจะปลูกฝังในเรื่องนี้อย่างจริงจัง  เพราะถือเป็นสถาบันแรกที่เด็กต้องใกล้ชิดกับ ผู้ปกครองควรแบบอย่างที่ดี</p>
<p style="text-align: left;">“เด็กจำตัวอย่างผิดๆมาจากผู้ปกครอง  เพราะจะเห็นว่าพฤติกรรมที่เด็กทำนั้นไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะได้รับการปลูกฝังมา  ความคิดแบบนี้ก็อาจทำให้เป็นปัญหาในเรื่องอื่นๆ  การแก้ไขก็ควรรวมมือกันหลายฝ่าย อย่างแรกต้องดูว่ากฎหมายมีการลงโทษที่หนักพอหรือไม่  สถานบริการเข้มงวดต่อกฎระเบียบหรือเปล่า และถ้าหากฝ่าฝืนมีการลงโทษที่จริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน  และที่สำคัญคือสังคมและครอบครัวมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กมาก  ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย” สันธาดากล่าว</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><strong>เด็กผิดที่การกระทำ  ผู้ใหญ่ผิดที่กฎหมาย</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>นายสิทธิธรรม พิลาบุตร</strong> นิติกร สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้แง่มุมทางกฎหมายว่า เด็กต้องได้เรียนหนังสือ อย่างน้อยตามที่ทางรัฐกำหนดไม่เช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545  ส่วนการกระทำอื่นๆอาจต้องดูตามแต่ละกรณี ซึ่งมีทางออกของปัญหาที่ไม่เหมือนกันและอยู่ที่มุมในการมองปัญหา</p>
<p style="text-align: left;"><strong>นายอัมรินทร์ สุทระมา</strong> อาจารย์ช่วยสอนคณะวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า  ในด้านกฎหมายสนามม้าควรมีความเข้มงวดกับกฎระเบียบให้มากโดยเฉพาะกับเด็ก  เพราะหากปล่อยให้เด็กเล่นการพนันทั้งๆ ที่มีกฎหมายกำหนดแต่ไม่ปฎิบัติตามก็ถือว่าผิดกฎหมาย  แต่หากนำเด็กเหล่านี้เข้ามาผู้ปกครองควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี  แนะนำให้เด็กมองการแข่งม้าเป็นในเรื่องของกีฬามากกว่าการพนัน  และต้องได้รับการชี้แนะจากผู้ปกครอง</p>
<p style="text-align: left;">
<div id="attachment_1586" class="wp-caption alignleft" style="width: 279px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7038.jpg"><img class="size-medium wp-image-1586" title="IMG_7038" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_7038-300x200.jpg" alt="" width="269" height="179" /></a><p class="wp-caption-text">ห้ามเด็ก บริเวณจำหน่ายตั๋วแทงม้าของสนามม้าแห่งหนึ่ง กำลังจำหน่ายตั๋วให้กับผู้ใช้บริการ</p></div>
<p style="text-align: left;">“ผมมองว่าการแข่งม้าเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง ที่สามารถให้เด็กเข้าชมได้ เพื่อดูความสามารถของม้าและจ๊อกกี้ และตัวเด็กเองก็สามารถฝึกตนเองได้  แต่เมื่อเด็กเล่นพนันมันก็เหมือนการถูกมอมเมา เมื่อเด็กซื้อตั๋วแล้วทายผลถูก จะเข้าใจว่าเป็นโชคลาภ เพราะเด็กไม่สามารถรับรู้หรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แต่ความจริงมีการล๊อก ตำแหน่งของม้าที่จะเข้าเส้นชัยไว้เรียบร้อยแล้ว” อัมรินทร์กล่า</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><strong>เมื่อผู้คุมบังเหียนเป็นเพียงแค่เด็กที่ไม่ชินเส้นทาง  ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายหากเขาจะเดินไปในทางที่ผิด  หรือแท้จริงแล้วเขาเหล่านี้ยังอายุน้อยเกินกว่าจะเป็นผู้คุมบังเหียนด้วยตัวเอง  อาจต้องรอให้เวลาเป็นผู้หล่อหลอมประสบการณ์ชีวิต  ถึงเวลานั้นเขาจะเติบโต และรู้ว่าเส้นชัยที่แท้จริงควรวิ่งไปทางไหน</strong></p>
<dl></dl>
<dl></dl>
<dl></dl>
<dl></dl>
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง :  นภสร ไชยคำภา<br />
</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ขวัญเรียม  แก้วสุวรรณ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ : ภาวิณี เทพคำราม </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>มณีนุช เสียงหวาน<br />
</strong></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1581</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกคู่ขานรับสายฝนพรำ</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1576</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1576#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 04:33:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1576</guid>
		<description><![CDATA[หากย้อนวันเวลากลับไปสักสิบกว่าปีที่แล้ว ยามใดที่ฝนตกลงมา จะมีเสียงลูกคู่ที่ขานรับสายฝนพรำ ดัง อ๊บๆ.. อ๊บๆ.. ระงมไปทั่วป่าละเมาะ หนองน้ำ คลอง บึง เพื่อล่อตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ โดยกบที่ร้องเป็นกบตัวผู้เท่านั้น เพราะมีถุงไว้เปล่งเสียง ทุกวันนี้เสียง อ๊บๆ..อ๊บๆ..ได้ค่อยๆเลือนหายไป
กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เลี้ยงได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เลี้ยงปริมาณเล็กน้อยเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นรายได้ เสริม จนถึงเลี้ยงปริมาณมากๆ เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้หลัก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1576" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p>หากย้อนวันเวลากลับไปสักสิบกว่าปีที่แล้ว ยามใดที่ฝนตกลงมา จะมีเสียงลูกคู่ที่ขานรับสายฝนพรำ ดัง อ๊บๆ.. อ๊บๆ.. ระงมไปทั่วป่าละเมาะ หนองน้ำ คลอง บึง เพื่อล่อตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ โดยกบที่ร้องเป็นกบตัวผู้เท่านั้น เพราะมีถุงไว้เปล่งเสียง ทุกวันนี้เสียง อ๊บๆ..อ๊บๆ..ได้ค่อยๆเลือนหายไป</p>
<div id="attachment_1578" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/fog-4.jpg"><img class="size-medium wp-image-1578" title="fog (4)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/fog-4-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">กบพันธุ์เต้าหู้ แม่กบพันธุ์เต้าหู้ที่นางทองซ่อน ทองทิพย์ เจ้าของศูนย์อนุรักษ์กบ บ้านหนองแวง หรือ ป ชิตี้ฟาร์ม จังหวัดมหาสารคาม เพาะเลี้ยงแบบเกษตรผสม ได้ผลดีเกินคาด</p></div>
<p>กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เลี้ยงได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เลี้ยงปริมาณเล็กน้อยเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม จนถึงเลี้ยงปริมาณมากๆ เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้หลัก เลี้ยงในบ่อดินก็ได้ ในบ่อซีเมนต์ก็ได้ หรือแม้แต่เลี้ยงในกะลาก็ยังได้ ในปัจจุบันอาชีพการเลี้ยงกบยังไม่แพร่หลายมากนัก และกบในธรรมชาติก็มีปริมาณลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดยังมีความต้องการสูง จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่าย ในบางจังหวัดก็มีการเลี้ยงเพื่อการค้าอย่างจริงจัง</p>
<p>ภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิด &#8220;เชื้อราฆ่ากบ&#8221; ระบาด ทำให้กบใน ป ซิตี้ฟาร์ม ของนางทองซ่อน ทองทิพย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักกบตายวันละประมาณ 30ตัว เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของกบ คือ น้ำและความชื้น เพราะผิวหนังที่หยาบและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย จึงจำเป็นต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื้นเสมอ แต่หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ย่อมส่งผลถึงแหล่งน้ำ การขาดแคลนน้ำ และการดำรงชีวิตก็ต้องได้รับผลเช่นเดียวกัน</p>
<p>จึงทำให้นางทองซ่อน ทองทิพย์ หันมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ในพื้นที่โดยแบ่งพื้นที่ ออกเป็น 3 แปลง โดยแปลงแรกเลี้ยงกบ แปลงที่สองปลูกข้าว และแปลงที่สามขุดบ่อเลี้ยงปลาเช่น ปลานิล ตะเพียน ปลาไน และปลาดุก และหลังจากที่กบจำศีล นางทองซ่อนจะนำกบพ่อพันธ์และแม่พันธ์มารวมกันในบ่อเดียวและปลูกพืชผักแทนส่วนที่เลี้ยงกบ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของนางทองซ่อนและสามี เพียง 2 คน เท่านั้น</p>
<p>เริ่มจากการลองผิดลองถูกในการเลี้ยงกบ ครั้งแรกซื้อพ่อพันธ์แม่พันธ์มา4คู่ คู่ละ1400 โดยเป็นพันธ์ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ไข่เยอะ เพราะกบไข่รอบละประมาณ10000-15000ตัว ใช้เวลา3เดือนก็โตเต็มที่พร้อมขายแล้ว โดยให้หัวอาหาร1กระสอบ/สัปดาห์ และถ้ากบเล็กจะเพิ่มปลวกเป็นอาหารเสริม นางทองซ่อน จะขายกิโลกรัม ละ100-150 บาท ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าซื้อจำนวนมากเท่าไร</p>
<div id="attachment_1579" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/fog-1.jpg"><img class="size-medium wp-image-1579" title="fog (1)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/fog-1-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">โชว์พันธุ์กบ นายประยง ทองทิพย์ เจ้าของศูนย์อนุรักษ์กบ บ้านหนองแวง หรือ ป ชิตี้ฟาร์ม จังหวัดมหาสารคาม โชว์กบพันธุ์เต้าหู้ที่เลี้ยงแบบเกษตรผสม กบกินง่ายโตเร็วแข็งแรง</p></div>
<p>และถ้าฟาร์มเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อราก็จะแก้ปัญหาด้วยวิธีพื้นบ้าน โดยใช้หัวขมิ้นชันสด ค่อนข้างแก่ น้ำหนักประมาณ 3-5 ขีด มาบดให้ละเอียด แล้วนำไปคลุกกับอาหารเม็ด 1  กิโลกรัม ผึ่งให้แห้ง โดยจะให้กบกินเมื่อสังเกตพบว่ากบมีอาการไม่กินอาหาร และเริ่มมีอาการท้องอืด ก็จะนำอาหารสมุนไพรไปหว่านให้กบกินสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้กบปรับกับอาหารสมุนไพร และจะให้กบกินขมิ้นชันผสมอาหารเม็ดเพิ่มมากขึ้น หรือติดต่อกัน 3 วันหากพบว่ามีกบป่วยจำนวนน้อยลง จากนั้นก็จะให้กินต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง วิธีนี้สามารถป้องกันอาการท้องอืดของกบได้ โดยมีอัตราการตายลดลงถึง 80% และกบแข็งแรงขึ้น เจริญเติบโตเร็ว โดยไม่ต้องซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้รักษา</p>
<p>ผศ.ดร. ยรรยงค์ อินทร์ม่วง  เล่าว่า ไม่ใช่แค่กบเท่านั้นที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนอาจเกิดการสูญพันธุ์ แต่ยังมีพวกปาด คางคก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั้งหมด ซึ่งผลที่ตามมา คือแมลงจะมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน และมีผลกระทบต่องู เพราะอาหารของงูคือกบ ถ้ากบหายไปงูก็ไม่มีอาหาร และค่อยๆ หมดไปซึ่งจะมีผลกับระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหารโดยรวมทั้งหมด ในที่สุด มันจะกระทบรุนแรงและส่งผลมาถึงมนุษย์ด้วย</p>
<p>คนส่วนใหญ่คิดว่า กบ เป็นสัตว์เศรษฐกิจไม่ได้ เนื่องมาจากคนไม่กล้าเลี้ยง เพราะมีแนวความคิดว่ากบ เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ คนส่วนมาก ไม่บริโภค ผู้เลี้ยงกบบางราย ขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของกบ การเลี้ยงกบเพื่อการค้า ผู้ที่เลี้ยงจะต้องศึกษาหาความรู้อยู่เสมอจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ เช่นหน่วยงานทางราชการ เอกสารที่เกี่ยวกับการเลี้ยงกบ หรือผู้ที่มีประสบการณ์ จากการเลี้ยงกบ ผศ.ดร. ยรรยงค์ กล่าว</p>
<p>การดำเนินงานของนางทองซ่อน เน้นทำการเกษตรผสมผสาน ใช้ประโยชน์ในพื้นที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่า บนวิถีชีวิตแบบพอเพียง ทั้งเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา  ปลูกผักปลอดสารพิษและปลูกพืชผักสมุนไพร และนี่คือแบบอย่างของ คนที่มีหัวใจรักอาชีพเกษตรกรและ ต้องการที่จะพัฒนาอาชีพทางการเกษตรของไทย  ให้มีความก้าวหน้า บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตแบบพอเพียง</p>
<p>การดำรงชีวิตและทำการเกษตรแบบพออยู่พอกิน โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้นางทองซ่อน ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์อนุรักษ์กบ บ้านหนองแวง ด้วยความเป็นผู้นำและเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการประกอบอาชีพ นางทองซ่อน จึงเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรข้างเคียง และเป็นแบบอย่างที่ดีของชุมชน</p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : จักรกฤช เชื้อชมสุข</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ : พิทักษ์ สุพร</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1576</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิสิตผิดวินัย ผลพวงจากจริยธรรมเสื่อม</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1573</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1573#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 04:23:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headline]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1573</guid>
		<description><![CDATA[อบายมุขปัญหาอันดับหนึ่ง

นางสาวนิภาพร พรหมบุตร นิติกรงานวินัยนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า ปัญหาเรื่องการดื่มสุราเป็นปัญหาที่พบเห็นมากที่สุด ซึ่งส่งผลทำให้เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทและประสบอุบัติเหตุทางถนนเป็นประจำ  อีกทั้งยังมีปัญหาการเล่นการพนันโดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลกซึ่งทำให้เกิดปัญหา เรื่องทรัพย์สินสูญหาย  ในปีที่แล้วพบนิสิตกระทำผิดวินัย 71 กรณี ส่วนปีนี้ตั้งแต่เปิดภาคเรียนพบกรณีทำผิดวินัยเกือบ 10 กรณี  ซึ่งในปีที่ผ่านมามีนิสิตพ้นสภาพเพราะกระทำผิดวินัย 3 คน เนื่องจากเสพสารเสพติด และลักขโมย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1573" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><div><strong> </strong><strong>นิติกรงานวินัยฯเผยปัญหาที่มักเกิดกับนิสิต</strong><strong> นักกิจการฯชี้ควรพัฒนากิจกรรมจิตอาสาหวังให้นิสิตมีจิตสำนึกที่ดี  นักจิตวิทยาแนะครอบครัวควรให้กำลังใจ ด้านตำรวจคุมเข้มแหล่งมอมเมา</strong></div>
<div><strong> </strong></div>
<div><strong> </strong></div>
<div><strong> </strong></div>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_1624" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><strong><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/34183_124081030969257_100001020827775_135193_5233847_n1.jpg"><img class="size-medium wp-image-1624  " title="34183_124081030969257_100001020827775_135193_5233847_n" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/34183_124081030969257_100001020827775_135193_5233847_n1-300x196.jpg" alt="" width="300" height="196" /></a></strong><p class="wp-caption-text">ภาพมันฟ้อง : นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น และนิสิตที่ประพฤติผิดกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยและผิดกฎหมายนั้นมีจำนวนที่สูงมากขึ้น และคาดว่าน่าจะสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ </p></div>
<p><strong> </strong><strong>อบายมุขปัญหาอันดับหนึ่ง</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>นางสาวนิภาพร พรหมบุตร นิติกรงานวินัยนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า ปัญหาเรื่องการดื่มสุราเป็นปัญหาที่พบเห็นมากที่สุด ซึ่งส่งผลทำให้เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทและประสบอุบัติเหตุทางถนนเป็นประจำ  อีกทั้งยังมีปัญหาการเล่นการพนันโดยเฉพาะช่วงฟุตบอลโลกซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องทรัพย์สินสูญหาย  ในปีที่แล้วพบนิสิตกระทำผิดวินัย 71 กรณี ส่วนปีนี้ตั้งแต่เปิดภาคเรียนพบกรณีทำผิดวินัยเกือบ 10 กรณี  ซึ่งในปีที่ผ่านมามีนิสิตพ้นสภาพเพราะกระทำผิดวินัย 3 คน เนื่องจากเสพสารเสพติด และลักขโมย</strong></p>
<p><strong>นายทวีศักดิ์ เห็มทอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า ตนปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยมากว่า 6 ปี มีความใกล้ชิดกับนิสิตทุกวัน ทำให้ทราบถึงปัญหาการประพฤติผิดวินัยของนิสิต ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง การลักขโมย ทะเลาะวิวาท ดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นต้น ทางมหาวิทยาลัยจึงมีนโยบายหลายด้านเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆให้ดีขึ้น</strong></p>
<p><strong>“ในด้านความปลอดภัย ทางมหาวิทยาลัยได้มีการตั้งกล้องวงจรปิดที่เปิดไว้ตลอด 24ชั่วโมงโดยมีเจ้าหน้าที่ฯ ตั้งจุดตรวจบริเวณรอบมหาวิทยาลัย และในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีห้า เจ้าหน้าที่ฯ จะตั้งด่านตรวจบัตรประชาชนบุคคลที่เข้าออกภายในมหาวิทยาลัยในช่วงเวลานี้ หากใครไม่มีบัตรเพื่อแสดงตนก็จะจดหมายเลขทะเบียนรถไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะยามวิกาลจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างอันตราย ทั้งนี้สิ่งที่ทำเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของทางมหาวิทยาลัย บุคลากร และนิสิตเอง ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและทรัพย์สินส่วนตัว” นายทวีศักดิ์กล่าว</strong></p>
<p><strong>นายทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า จำนวนนิสิตที่ประพฤติผิดกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยและผิดกฎหมายนั้นมีจำนวนที่สูงมากขึ้น และคาดว่าน่าจะสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด  ตนมองว่าต้องใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดควบคู่ไปกับการปลูกฝังจริยธรรมที่ดี จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>พัฒนาจิตอาสาแก้ปัญหาวินัยนิสิต</strong></p>
<p><strong>นายรุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง นักกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าในเรื่องของกิจกรรมจิตอาสาที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการความสมัครใจของบุคลากรและนิสิตในมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมแรงแรมใจในการทำกิจกรรมพัฒนาสังคม ปลูกฝั่งให้นิสิตมีจิตสำนึกที่ดีรู้จักการเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆเมื่อใช้ชีวิตร่วมกับคนสังคมและรู้จักการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม เพราะนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีจำนวนมาก เมื่อคนจำนวนมากมารวมอยู่รวมกันปัญหาต่างๆก็ย่อมตามมา</strong></p>
<p><strong>“ตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานิสิต มีความคาดหวังว่าการเข้าร่วมโครงการจิตอาสาจะทำให้นิสิตมีความประพฤติที่ดีขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน และทำให้นิสิตรู้สึกเป็นสุขใจเวลาได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น ทำให้ตัวเองมีสติมีสมาธิในการเรียนเพิ่มมากขึ้น และถ้าหากนิสิตมีปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ฝ่ายกิจการนิสิตก็มีศูนย์ฮอตไลน์คอยให้คำปรึกษา” นายรุ่งโรจน์กล่าว</strong></p>
<p><strong>นายเกื้อกูล ดวงจันทร์ทิพย์ ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า พฤติกรรมการประพฤติผิดวินัยของนิสิตเป็นเรื่องที่มีขอบเขตจำกัด เพราะทางหน่วยงานสามารถดูแลและควบคุมปัญหาได้เฉพาะในเขตมหาวิทยาลัย  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการไม่ให้ความร่วมมือและไม่เคารพกฎจราจร เช่น ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย เป็นต้น หากมีการตั้งด่านตรวจจับในมหาวิทยาลัย นิสิตจะถูกตัดคะแนนความประพฤติครั้งละ 5 คะแนน และหากถูกตัดคะแนนถึง 40 คะแนน จะถูกดำเนินโทษสูงสุดคือพักการเรียน 1 ภาคเรียน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นิสิตคนอื่นๆ</strong></p>
<p><strong>“ในส่วนความประพฤตินอกสถานศึกษานั้น ทางมหาวิทยาลัยได้ขอความร่วมมือไปยังร้านค้า สถานบันเทิงต่างๆ เช่น ร้านเหล้า ร้านเกม หากมีบุคคลที่สวมใส่ชุดนิสิตหรือชุดนักเรียนไปใช้บริการ โดยขอให้งดบริการกับบุคคลเหล่านั้น เพราะนอกจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติ ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสถานศึกษาด้วย  นิสิตกลุ่มที่มีความประพฤติผิดวินัยของทางมหาวิทยาลัยมีเพียง 10%จากจำนวนนิสิตทั้งหมด ซึ่งทุกฝ่ายในมหาวิทยาลัยต่างก็ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น” นายเกื้อกูลกล่าว</strong></p>
<p><strong>อีกทั้งยังเล็งเห็นว่านิสิตสมัยใหม่มีความเป็นจิตอาสาน้อยลง อาจารย์ผู้สอนจึงควรสอดแทรกเรื่องของจริยธรรมลงไปในการเรียนการสอน และเน้นกิจกรรมเพื่อส่วนรวมอย่างการออกค่ายอาสา หรือบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมให้แก่นิสิตด้วย” นายเกื้อกูลกล่าวทิ้งท้าย</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>นักจิตวิทยาแนะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย </strong><strong> </strong></p>
<p><strong>นางสาวอนงค์ ปะนะทัง หัวหน้างานแนะแนวและจัดหางาน กล่าวว่า  ปัญหาของนิสิตมหาสารคามสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในปัจจุบันที่ขาดความเป็นจิตอาสาและอ่อนแอทางจิตใจมากขึ้น</strong></p>
<p><strong>“ในมุมมองของนักจิตวิทยามองในเรื่องของครอบครัวเป็นหลัก การมีครอบครัวที่เข้มแข็ง ส่งเสริมและสอนตั้งแต่วัยเด็กจะดีกว่า  เราจะเห็นว่าผู้ปกครองบางคนแทนที่จะสอนเด็กให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง กลับเข้ามาปกป้องเด็ก ทำให้อ่อนแอและถูกชักจูงได้ง่ายหากถูกเพื่อนชักจูงไปในทางที่ไม่ดี   การแก้ปัญหามันต้องเชื่อมโยงกันทุกฝ่าย ตั้งแต่เด็กครอบครัว สิ่งแวดล้อมรอบๆ มหาวิทยาลัยไปจนถึงนโยบายของรัฐฯ” นางสาวอนงค์กล่าว</strong></p>
<p><strong>นางสาวอนงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางออกของปัญหาคือการมีลานกิจกรรมอย่างลานกีฬา หรือชมรมอาสาให้นิสิตออกมาทำกิจกรรม และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ตำรวจหวั่นนิสิตหลงผิดขโมยของใช้หนี้พนัน</strong><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong>พ.ต.ท.วรวุฒิ ดีสุรกุล รองผกก.สส. สภ.กันทรวิชัยกล่าวว่า ในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจคุมเข้มไม่ให้มีการเล่นพนันเกิดขึ้น โดยส่งเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบและื่มแอลกอฮอล์เกินมาตรฐานในการขับขี่ เพราะในช่วงบอลโลกนิสิตมักดูในร้านค้าและสั่งเครื่องดื่มแเพิ่มการตรวจตรา จากปกติ 4-5 รอบต่อวัน เพิ่มเป็นวันละ 7-8 รอบ และยังคุมเข้มร้านค้าไม่ให้มีการเล่นพนันบอล  เนื่องจากทุกๆปีจะพบปัญหานิสิตติดหนี้สินจากการพนัน จนก่อเหตุขโมยทรัพย์สินเป็นประจำ ซึ่งผู้ก่อเหตุมักขโมยของใช้จำพวกรถมอเตอร์ไซค์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โนตบุ๊ค   อีกทั้งคุมเข้มเรื่องการตรวจวัดแอลกอฮอล์ไม่ให้เกินมาตรฐานในการขับขี่ เพราะนิสิตมักรวมกลุ่มกันดูบอลในร้านค้า พร้อมดื่มแอลกอฮอล์  จึงอาจทำให้เป็นอันตรายต่อการขับขี่</strong></p>
<p><strong>﻿</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong><strong>เรื่อง : วราภรณ์  เอกวรวิทย์,</strong><strong>นภสร  ไชยคำภา</strong></p>
<p><strong>ภาพ : ยิงศักดิ์  งามฉวีพันธุ์</strong></p>
<p><strong><span id="more-1573"></span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1573</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาวบ้านร้องมรภ.รุกป่า ด้าน มมส. เดินหน้าทวงพื้นที่พิพาท</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1563</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1563#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Jul 2010 04:08:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headline]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1563</guid>
		<description><![CDATA[จากกรณีที่ชาวบ้าน ต.โคกหนองโน จ.มหาสารคามจำนวนหนึ่ง นำโดยนายวชิระ  ภัคดีสุวรรณ ตัวแทนชาวบ้านหนองโน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภา ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามเข้ามาใช้ประโยชน์และบุกรุกป่าชุมชนโคกหนองโน ต.หนองโน จ.มหาสารคามโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการ ทุจริตของวุฒิสภาเมื่อวันที่  10 มีนาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาเปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมามีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปในกรณีดังกล่าว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1563" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong>ปัญหาพิพาทที่ดิน ระหว่างสถาบันการศึกษากับชาวบ้านยังไม่จบ ล่าสุดชาวบ้านหนองโนเดินหน้าทวงคืน ป่าชุมชนจาก ม</strong><strong>.ราชภัฏสารคาม  จวกนักวิชาการตัวการโค่นต้นไม้ทำอาคาร ตัดไม้เรียบ 150 ไร่ ด้าน อ.ราชภัฎ ฯยันจะเดินหน้าทำโครงการต่อไม่หวั่นแม้ กมธ. วุฒิสภามีคำสั่งให้ยุติโครงการโดยด่วน ตร.รับลูกพร้อมดำเนินคดี </strong></p>
<div id="attachment_1564" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-1564" title="teedin (2)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-2-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a><p class="wp-caption-text">ปลูกพืช สภาพพื้นที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองโน ที่มีบุคคลภายนอกมาบุครุกจับจองใช้พื้นที่ทำการเกษตรปลูกข้าวโพดและถั่วฝักยาวประมาณ 5 ไร่ </p></div>
<p>จากกรณีที่ชาวบ้าน ต.โคกหนองโน จ.มหาสารคามจำนวนหนึ่ง นำโดยนายวชิระ  ภัคดีสุวรรณ ตัวแทนชาวบ้านหนองโน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามเข้ามาใช้ประโยชน์และบุกรุกป่าชุมชนโคกหนองโน ต.หนองโน จ.มหาสารคามโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาเมื่อวันที่  10 มีนาคมที่ผ่านมา</p>
<p>ล่าสุด พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาเปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมามีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปในกรณีดังกล่าวที่ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้านที่เดือดร้อน และม.ราชภัฏมหาสารคามเข้าร่วมประชุม</p>
<p>“ที่ประชุมมีมติให้ม.ราชภัฏฯ ยุติโครงการทั้งหมด หากม.ราชภัฎยังต้องการใช้พื้นที่ป่าดังกล่าว ต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จเรียบร้อยก่อน และประธานคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาสั่งการให้อำเภอ อบต. ร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลที่บุกรุกพื้นที่ป่าโคกหนองโน และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดโดยด่วน”พล.ต.ต.เกริกกล่าว</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>แกนนำชาวบ้านย้ำต้องม.ราชภัฎต้องยุติโครงการ</strong><br />
นายวชิระ  ภัคดีสุวรรณ ตัวแทนชาวบ้านหนองโน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่าชาวบ้านต้องการให้ม.ราชภัฎฯยุติโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆในพื้นที่ป่าทั้งหมด และให้ออกจากพื้นที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองโน เพราะไม่มีสิทธิ์เข้าไปใช้ประโยชน์</p>
<p>“ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเข้าไปตัดฟืน หาของป่ามาประกอบอาหารตามวัฒนธรรมท้องถิ่นพื้นบ้าน กลับถูกกล่าวหาว่าเข้าไปบุกรุกตัดต้นไม้ ทั้งๆที่ต้นไม้ถูกตัดเพราะต้องการพื้นที่ว่างเปล่ามาก่อสร้างอาคารและทำโครงการต่างๆของราชภัฎ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ตัวแทนชาวบ้านหนองโนกล่าว</p>
<p>นายวชิระกล่าวต่อว่า ม.ราชภัฎมหาสารคามได้ลงมือตัดไม้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 -2548 โดยมีการสำรวจพบว่าต้นไม้ถูกตัดเป็นวงกว้างประมาณถึง 150 ไร่ เพื่อสร้างเจดีย์พร้อมกับขอเรี่ยไรเงินบริจาคจากชาวบ้านมาสมทบทุน แต่โครงการก่อสร้างเจดีย์ดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้น ชาวบ้านจึงเข้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับม.ราชภัฎฯ จนกระทั่งโครงการดังกล่าวต้องยกเลิกไป</p>
<p>“หลังจากมีการตัดไม้ เผาป่า ชาวบ้านหนองโนต่างรวมตัวกันปลูกป่าทดแทนขึ้นจำนวน 2,000 ต้น ส่วนมากเป็นไม้ยืนต้น รวมทั้งมีการหว่านเมล็ดพันธุ์ไม้ เพื่อ ฟื้นฟูให้พื้นที่สาธารณประโยชน์หนองโนกลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ไปถึงรุ่นลูกหลานได้” ตัวแทนชาวบ้านหนองโนกล่าว</p>
<div id="attachment_1565" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-3.jpg"><img class="size-medium wp-image-1565" title="teedin (3)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-3-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a><p class="wp-caption-text">แบ่งเขต สภาพรั้วที่แบ่งเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์จากบุคคลภายนอก ที่เข้ามาจับจองในป่าโคกหนองโน </p></div>
<p><strong>ม</strong><strong>.ราชภัฏพร้อมสอบวินัย ถ้าไม่หยุด</strong><br />
ด้านนายอวยชัย วะทา อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งได้รับมอบหมายให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวแทนรองอธิการบดีม.ราชภัฎมหาสารคามเปิดเผยว่าเมื่อปีพ.ศ. 2539 ม.ราชภัฏมหาสารคามได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์โคกหนองโนเพื่อสร้างวิทยาเขตหนองโน เพื่อจัดการเรียนการสอนของคณะเกษตรศาสตร์ และเป็นพื้นที่สาธิตโครงการเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมของอาจารย์สุดารัตย์ ชุณหคล้าย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนพิการและหาอาสาสมัครเข้ามาปลูกพืชผักในพื้นที่ดังกล่าว</p>
<p>“แต่หลังจากคณะอนุกรรมาธิการชุดแรกลงมาตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว มีการตัดไม้ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก และได้ชี้มูลว่าการกระทำของม.ราชภัฎเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ทางม.ราชภัฎจึงสั่งให้อาจารย์สุดารัตย์หยุดดำเนินโครงการทันที หากยังไม่ยุติ ก็ต้องมีการสอบวินัย และให้คณะกรรมการเข้าไปดูแลจัดการบริหารใหม่ โดยทำโครงการในลักษณะที่มีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นให้เป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่  มีแหล่งเรียนรู้  มีเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์   มีศูนย์ประสานงาน และก่อนจะดำเนินการต้องจัดเวทีประชาวิจารณ์ เพื่อให้ชาวบ้านลงมติเห็นชอบ” นายอวยชัยกล่าว</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เดิมป่าโคกหนองโนเป็นพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ซึ่งได้รับการประกาศจากกระทรวงมหาดไทย จากนั้นเมื่อปี 2535 จังหวัดมหาสารคามได้ประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นพื้นที่ว่างเปล่าจัดอยู่ในกลุ่มที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)จากนั้นม.ราชภัฎมหาสารคามจึงได้เข้ามาขอใช้เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนและเป็นแหล่งเรียนรู้จัดกิจกรรมของนักศึกษา แต่ม.ราชภัฎไม่ได้ดำเนินการตามโครงการที่ได้ระบุไว้ นอกจากนั้นยังลักลอบตัดไม้ขนาดใหญ่ จำนวนกว่า 100 ต้น และมีการก่อสร้างเรือนพักเป็นโฮมสเตย์หรือโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมจำนวน 10 หลัง ซึ่งขัดแย้งกับโครงการที่อ้างไว้ว่าทำเพื่อคนพิการ แต่ชาวบ้านใกล้เคียงยืนยันว่าไม่พบเห็นคนพิการเข้ามาอาศัยอยู่แต่อย่างใด<br />
<strong>สนง.ที่ดินรอมติเห็นชอบขึ้นทะเบียน</strong><br />
ด้านส.ต.อ.ศัจพันธ์ จันหาระ นักวิชาการชำนาญการที่ดิน สำนักงานที่ดิน จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่า ในป่าโคกหนองโนมีพื้นที่มากกว่า 1, 000 ไร่ เป็นป่าสาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้าน 5 ตำบล ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเข้ามาใช้ประโยชน์อยู่ก่อนที่จะมี ม.ราชภัฎเข้ามาขอใช้ประโยชน์เป็นจำนวน 1,050 ไร่</p>
<p>ส.ต.อ.ศัจพันธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางสำนักงานที่ดิน จังหวัดมหาสารคามดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ โดยม.ราชภัฎต้องทำประชาวิจารณ์ กับชาวบ้านให้ลงมติเห็นชอบ แล้วส่งให้ทางอำเภอเมืองมหาสารคามพิจารณาลงความเห็นในการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุพื้นที่ป่าโคกหนองโน</p>
<p>“หากทางอำเภอลงมติเห็นชอบ สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามจะจัดให้มีการประชุมคณะกำกับการใช้ที่ดินของรัฐ โดยมีนายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามเป็นประธาน และนำมติที่ประชุมส่งเรื่องไปยังกรมที่ดินให้พิจารณา จากนั้นส่งไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อประกาศให้ป่าโคกหนองโนขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ของรัฐบาลและให้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นักวิชาการชำนาญการที่ดินกล่าว</p>
<p>ทางด้านนายวีระพล สุพรรณไชมาตย์ นายอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่าทางอำเภอมีมาตรการให้ชาวบ้านและตัวแทนจาก ม.ราชภัฎ เข้าประชุมร่วมกัน และให้ม.ราชภัฏยุติดำเนินโครงการไปก่อน ชาวบ้านต้องไม่มาบุกรุกก่อกวนม.ราชภัฎ และหาทางออกร่วมกันส่วนการฟ้องร้องเอาผิดกับบุคคลที่บุกรุกป่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการตรวจสอบ</p>
<p><strong>อาจารย์ม.ราชภัฏไม่สน ยันเดินหน้าต่อ</strong><br />
นางสาวสุดารัตน์  ชุณหคล้าย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม  เปิดเผยว่า ตนได้ขอใช้พื้นที่สร้างโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมในพื้นที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองโนกับทาง ม.ราชภัฏจำนวน500 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ของคนพิการ ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน เพราะเห็นว่าพื้นที่ส่วนนี้ยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ถึงแม้ที่ประชุมกรรมการคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริต ของวุฒิสภา จะมีมติสั่งให้หยุดโครงการก่อสร้างทั้งหมด แต่ตนยืนยันว่าจะดำเนินโครงการต่อไป</p>
<div id="attachment_1566" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-1.jpg"><img class="size-medium wp-image-1566" title="teedin (1)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/teedin-1-300x194.jpg" alt="" width="300" height="194" /></a><p class="wp-caption-text">บ้านวัฒนธรรม ลักษณะหมู่บ้านวัฒนธรรมที่อาจารย์สุดารัตน์ ชุณหคล้าย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามได้สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนพิการและชุมชนจิตอาสาในพื้นที่ป่าโคกหนองโน </p></div>
<p>“ส่วนกรณีที่มีคนอ้างว่าอาจารย์ ให้คนงานไปตัดไม้ทำลายป่า ขอยืนยันว่าไม่เคยให้คนงานไปตัดไม้ ตามคำกล่าวหา และจะดำเนินโครงการต่อไปตามแผนที่วางไว้เพื่อประโยชน์ของคนพิการและชุมชน”นางสาวสุดารัตน์กล่าว</p>
<p>นายลี (นามสมมุติ) ทนายความสำนักงานกฎหมายแห่งชาติเปิดเผยว่า พื้นที่สาธารณประโยชน์เป็นพื้นที่ที่ต้องทำประโยชน์ร่วมกัน หากมรภ.มหาสารคามจะเข้าไปใช้ประโยชน์ต้องดำเนินการถอนสภาพจากการเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์แล้วขึ้นทะเบียนต่อกระทรวงมหาดไทย แต่การที่ มรภ.เข้าไปใช้ประโยชน์โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตถือว่ากระทำผิดต่อกฎหมาย ต้องดำเนินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้นออกไปทั้งหมด</p>
<p><strong>ตร.เผยสนง.ทรัพยากรฯ เข้าแจ้งความแล้ว</strong></p>
<p><strong><br />
</strong>ทางด้านพ.ต.ท. เขื่อนธะนะ พนง.สบ.2  สภ.ดอนหว่าน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่าขณะนี้ทาง สภ.ดอนหว่านได้รับแจ้งความจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม ในกรณีการบุกรุกเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ป่าโคกหนองโน ซึ่ง ขณะนี้ทางตำรวจหน่วยสืบสวนสอบสวนกำลังเร่งดำเนินการวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิด</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ความคืบหน้ากรุกพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนอกไผ่ มมส.</strong></p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากม.ราชภัฎมหาสารคามจะมีกรณีพิพาทที่ดินกับชาวบ้านโคกหนองโนแล้ว ก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยมหาสารคามก็มีกรณีถือครองที่ดินทับซ้อนกับชาวบ้านท่าขอนยางในพื้นที่โคกหนองไผ่ 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ข้างสถานีตำรวจบริเวณแยกบายพาสวงเวียน มีเนื้อที่ 23 ไร่ แห่งที่สองอยู่บริเวณหลังอาคารที่พักอาศัยบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีเนื้อที่ 130 ไร่</p>
<p>ล่าสุด ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้สำนักงานที่ดินสาขาอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามได้ตรวจสอบแนวเขตรอบพื้นที่ดังกล่าวแล้ว พบว่าพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหา อยู่ในขณะนี้มีเพียง 1แห่ง คือบริเวณสี่แยกบายพาส ซึ่งสำนักงานที่ดินสาขาอำเภอกันทรวิชัยจะเป็นผู้ดำเนินการต่อในเรื่องนี้  และหลังจากข้อพิพาทจบลง ทาง มมส.จะดำเนินการขยายมหาวิทยาลัย สร้างตึก ศูนย์เรียนรู้ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยแต่ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินโครงการแต่อย่างใดเนื่องจากพื้นที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ที่ดินชี้ ยึดหลักกฎหมาย</strong><br />
นางศุภร อาสาณรงค์ เจ้าพนักงานที่ดินสาขาอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานที่ดินได้ทำการตรวจสอบแนวเขตเรียบร้อยแล้ว พบพื้นที่ที่เป็นปัญหาแห่งเดียว คือบริเวณหัวมุมบายพาสวงเวียน ซึ่งมีการออกโฉนดทับที่ดินสาธารณะ  ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ เพราะต้องทำตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมาย</p>
<p>“พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะประโยชน์ไม่มีใครสามารถเข้าครอบครองหรือเป็นเจ้าของได้ หากมีผู้เข้าไปครอบครอง ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ปัญหาตอนนี้คือฝ่ายที่มมส.ร้องว่าบุกรุกมีโฉนดที่ดิน ซึ่งปกติแล้วไม่สามารถออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สาธารณะได้  จึงต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องต่อไป”เจ้าพนักงานที่ดินกล่าว</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>เจ้าของร้านเอกโอโซนพร้อมเดินหน้าต่อสู้</strong></p>
<p>ด้านนางสาวศุภลักษณ์ วะสมบัติ เจ้าของร้านเอกโอโซน กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของตน โดยเป็นมรดกมาจากตาของตน คือ ร.ต.ต. เทียบ จักบุตร มีจำนวน 46 ไร่ แบ่งเป็น 2แปลง แปลงแรกมีโฉนดที่ดินถูกต้องแล้ว แต่แปลงที่ตนเปิด ร้านค้ามีจำนวน 23 ไร่ ยังไม่มีโฉนดที่ดิน แต่มี นส.3 เป็นเอกสารรับรองสิทธิ์ ซึ่งขณะนี้ตนกำลังดำเนินการขอออกโฉนดที่ดิน</p>
<p>“หากมีการฟ้องร้องก็พร้อมเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม  มหาวิทยาลัยมาขอใช้ทีหลัง   ขณะนี้ทางครอบครัวได้ยื่นถวายฎีกาเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง ความจริงเรื่องนี้เคยยื่นฟ้องไปแล้ว ศาลก็ตัดสินให้เราชนะความ  จึงไม่ต้องไปดิ้นรนอะไร เพราะที่ดินตรงนี้เป็นที่ของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” นางสาวศุภลักษณ์กล่าว</p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : สุวิชา ใจมีพร </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ดารินทร์ ทองแต้ม </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>กนกวรรณ สักการี</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1563</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียงทองก้องฟ้า</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1548</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1548#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 18:13:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1548</guid>
		<description><![CDATA[สาวน้อยเพชรบ้านแพง ผู้หญิงที่เจิดจรัสในวงการหมอลำพื้นบ้านและเป็นที่รู้จักของคนอีสาน ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในวงการหมอลำเป็นเวลากว่า 30 ปีประสบความสำเร็จมากมาย แต่เดิมเป็นวงหมอลำเล็กๆ มีสมาชิกทั้งหมด 20-30 คน ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกในวงมากถึง 300 คนที่ออกแสดงตามงานมหรศพต่างๆทั่วประเทศไทย
แม่สุภาพ นามวงษา อายุ 52 ปี ยังอนุรักษ์ศิลปะดนตรีพื้นบ้านสืบสานต่อจากบรรพบุรุษที่เป็นหมอลำมาจนถึง รุ่นลูกรุ่นหลาน และกลายเป็นที่รู้จักของคนในตำบลบ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทำให้การจัดตั้งวงหมอลำยังเป็นการสร้างอาชีพให้เด็กในหมู่บ้าน โดยเด็กที่สนใจจะพากันมาสมัครเป็นหางเครื่องเพื่อหารายได้พิเศษ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1548" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p>หากกล่าวคำว่า “หมอลำ” คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สะท้อนในด้านเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางวัฒนธรรมอีสานอย่างแท้จริง จนมีผู้กล่าวว่า”หมอลำ ไม่มีวันตายจากลมหายใจของคนอีสาน” ซึ่งหมอลำนั้นเป็นการแสดงวงดนตรีศิลปะพื้นบ้านอีสานที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษนานกว่า 20 ปี  และในปัจจุบันวงดนตรีหมอลำเริ่มจะจางหายไปจากถิ่นอีสาน แต่ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงหลงใหลในเสียงขับร้องหมอลำและศิลปะพื้นบ้านอันทรงคุณค่า</p>
<div id="attachment_1554" class="wp-caption aligncenter" style="width: 218px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/24.jpg"><img class="size-medium wp-image-1554 " title="24" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/24-208x300.jpg" alt="" width="208" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">แม่สุภาพ  นาวงษา ผู้สืบทอดวัฒนธรรมอีสาน</p></div>
<p>สาวน้อยเพชรบ้านแพง ผู้หญิงที่เจิดจรัสในวงการหมอลำพื้นบ้านและเป็นที่รู้จักของคนอีสาน ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในวงการหมอลำเป็นเวลากว่า 30 ปีประสบความสำเร็จมากมาย แต่เดิมเป็นวงหมอลำเล็กๆ มีสมาชิกทั้งหมด 20-30 คน ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกในวงมากถึง 300 คนที่ออกแสดงตามงานมหรศพต่างๆทั่วประเทศไทย</p>
<p>แม่สุภาพ นามวงษา อายุ 52 ปี ยังอนุรักษ์ศิลปะดนตรีพื้นบ้านสืบสานต่อจากบรรพบุรุษที่เป็นหมอลำมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และกลายเป็นที่รู้จักของคนในตำบลบ้านแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทำให้การจัดตั้งวงหมอลำยังเป็นการสร้างอาชีพให้เด็กในหมู่บ้าน โดยเด็กที่สนใจจะพากันมาสมัครเป็นหางเครื่องเพื่อหารายได้พิเศษ และฝึกความสามารถของตนเองด้วย</p>
<p>“มิตรบ้านแพง” เป็นชื่อเดิมที่เรียกกันในวงหมอลำแม่สุภาพ แต่ใครหลายๆคนได้ทักว่า “มิตร” ในภาษาอีสานแปลว่าคือความเงียบ เป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะรุ่งเรืองนัก อาจมีปัญหาและอุปสรรคภายในวงหมอลำ เหตุนี้แม่สุภาพจึงได้เปลี่ยนคำนำหน้าของชื่อวงใหม่เป็น “เพชร” ซึ่งมีความหมายว่า แข็งแกร่ง งดงาม และความสง่าราศีแก่วง จึงเป็นที่มาของวงหมอลำ “เพชร บ้านแพง”</p>
<p>การเปลี่ยนชื่อใหม่ ทำให้วงหมอลำโด่งดังทั่วภาคอีสาน จนทำให้นางเอกหมอลำที่ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารวงหมอลำเพชรบ้านแพง แม้จะเหน็ดเหนื่อยต่อการที่ต้องคอยรับผิดชอบลูกวงกว่า 300 คน แต่นี่ก็คือความสุขและสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของแม่สุภาพ การดำเนินชีวิตได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กับภาระที่เพิ่มมากกว่าเดิม ต้องเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น และต้องคอยวางแผนจัดเตรียมทุกอย่าง ก่อนที่จะมีการเดินทางไปแสดงในสถานที่ต่างๆ</p>
<p>“กว่าจะมาถึงวันนี้ แม่ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ตอนแรกแม่เคยเป็นลูกน้องของวงคอนสาทพัฒนารำเพลิน ซึ่งเป็นวงหมอลำเล็กๆ เคยรับจ้างรำในงานต่างๆเพื่อแลกกับชื่อเสียงและค่าแรงเพียงไม่กี่บาท ก่อนจะมาเป็นที่รู้จักของผู้คนจนถึงทุกวันนี้ ต่างต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคขวางกั้นเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างคือการเรียนรู้ การสั่งสมประสบการณ์ นี่คือแรงผลักดันที่ทำให้แม่ประสบความสำเร็จในชีวิต” แม่สุภาพกล่าว</p>
<p>การเดินสายแสดงหมอลำในงานต่างๆทั่วภาคอีสานของชาวคณะ นับเป็นการแสดงที่ยิ่งใหญ่และสร้างความประทับใจให้คนมานักต่อนัก ผู้คนต่างตั้งตารอการแสดง หอบลูกจูงหลานไปเฝ้าถึงหน้าเวที เพื่อหวังจะได้เห็นถึงความอลังการของฉากและนักแสดงนับร้อยชีวิต ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของคณะหมอลำเพชรบ้านแพงได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ถึงแม้ว่าวงหมอลำสาวน้อยเพชรบ้านแพงจะได้การตอบรับที่ดี แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำในยุคนี้ และทางคณะไม่มีทุนที่มากนัก ทั้งยังไม่มีผู้สนับสนุนเหมือนคณะหมอลำวงอื่นๆ บางครั้งเสร็จจากงาน แล้วสรุปค่าใช้จ่ายจะได้รับค่าจ้างถึง 150,000 บาทต่อครั้ง แต่เงินที่ได้มาก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายในวง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องเครื่องดนตรี เครื่องเสียง ค่าจ้างลูกวง ค่าชุด แม่สุภาพจึงยอมควักทุนตัวเองเพื่อที่จะเอามาใช้จ่ายในสิ่งต่างๆเหล่านี้ โดยต้องช่วยเหลือตัวเองมาตลอดเพื่อความอยู่รอดของวง และต้องยอมเป็นหนี้เพราะรักที่จะทำในอาชีพนี้</p>
<p>วงสาวน้อยเพชรบ้านแพงของแม่สุภาพได้เดินสายประกวดมาโดยตลอด และได้รับรางวัลมากมาย โดยเคยได้รับโล่รางวัลรองชนะเลิศในการประกวดหมอลำแห่งประเทศไทย จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และได้รับโล่รางวัลชนะเลิศในการประกวดหมอลำที่มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ จาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นี่ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของแม่สุภาพ</p>
<p>ด้านสมาชิกในวงทุกคนต่างรักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน ความสามัคคีถือเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อทุกคนร่วมแรงร่วมใจงานแต่ละครั้งก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นกำลังใจให้กันในยามท้อ คอยบอกคอยสอนในสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่จะนำพวกเราทุกคนไปหนทางแห่งความสำเร็จ นี่คือสิ่งที่แม่สุภาพคอยปลูกฝั่งลูกวงทุกคน</p>
<p>ในอนาคตข้างหน้า แม่สุภาพแผนที่จะขยายวงให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยจะมีการปรับเปลี่ยนให้มีการละเล่นหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชุด การแสดง เพื่อเปลี่ยนไปในทางที่ดี ให้ทัดเทียมกับวงอื่นๆที่มีชื่อเสียง เพื่อทำให้เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วประเทศ</p>
<p>กว่าจะมีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ยากยิ่งกว่า คือการรักษาชื่อเสียงนั้นไว้ให้ยืนยง และคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะเพชรบ้านแพงจะยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ได้ ท่ามกลางมรสุมจากสังคมยุคใหม่</p>
<p><strong>ข่าว </strong><strong>: วิญญู  สละวาสี</strong></p>
<p><strong>ภาพ </strong><strong>: ยิ่งศักดิ์  งามฉวีพันธุ์</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1548</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อธิการ มมส. เผยนโยบายสร้าง สโมสรบุคลากร</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1545</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1545#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 17:59:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1545</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย สมัปปิโต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่าเนื่องจากมหาวิทยาลัย มหาสารคามมีบุคคลากรของมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 400 คน เป็น 3,000 คน แต่มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่มีแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันใน ระหว่างการทำงานร่วมกัน โดยจะแบ่งห้องใช้สอยออกเป็นสัดส่วน ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโอกาส อาทิ ห้องบริการอาหาร เครื่องดื่ม ห้องประชุมสัมมนากลุ่มใหญ่ และกลุ่มย่อย ห้องสันทนาการ หรือจัดงานเลี้ยง ห้องคาราโอเกะ และระเบียงเอนกประสงค์ที่ยื่นลงด้านสระน้ำ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1545" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย</strong><strong> สมัปปิโต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</strong><strong> </strong>เปิดเผยว่าเนื่องจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีบุคคลากรของมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 400 คน เป็น 3,000 คน แต่มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่มีแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในระหว่างการทำงานร่วมกัน โดยจะแบ่งห้องใช้สอยออกเป็นสัดส่วน ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโอกาส อาทิ ห้องบริการอาหาร เครื่องดื่ม ห้องประชุมสัมมนากลุ่มใหญ่ และกลุ่มย่อย ห้องสันทนาการ หรือจัดงานเลี้ยง ห้องคาราโอเกะ และระเบียงเอนกประสงค์ที่ยื่นลงด้านสระน้ำ</p>
<div id="attachment_1546" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_0603.jpg"><img class="size-medium wp-image-1546 " title="IMG_0603" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_0603-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a><p class="wp-caption-text">เร่งดำเนินการ: บริเวณก่อสร้างสโมสรบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคามข้างสระน้ำรอบพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัย กำลังดำเนินการสร้างเพื่อให้แล้วเสร็จและรองรับกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย</p></div>
<p>งบประมาณในการสร้างสโมสรบุคลากรจากเงินรายได้ปี 2552 ซึ่งใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโอกาส คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2553 นี้ <strong>โดยการสร้างสโมสรบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</strong>นั้นจะสร้างอยู่บริเวณมุมสระน้ำด้านทิศตะวันตก ข้างสระน้ำรอบพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัย   โดยรอบบริเวณสระจะเทคอนกรีตสำหรับเดิน-วิ่งออกกำลังกาย หรือเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้ และสามารถใช้เป็นลานเอนกประสงค์จัดกิจกรรมจัดงานต่างๆ ได้ด้วย</p>
<p>ด้านนายสุริยะ  สอนสุระ พนักงานการศึกษามีความเห็นว่าเป็นการดีที่ทางมหาลัยได้สร้างสโมสรให้กับบุคลากรเพื่อให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกัน เพราะจะทำให้การทำงานที่ของบุคลากรมีความสอดคล้องกันมากขึ้น และทำให้รู้ว่าในการทำงานในฝ่ายต่างๆมีปัญหาอะไรบ้างเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างสมาชิกในองค์กรและนำไปสู่การแก่ไขปัญหาต่างๆได้</p>
<p>“สำหรับชมบรรยากาศ ทัศนียภาพของมหาวิทยาลัย ก็เป็นสิ่งที่จัดไว้เพื่อรองรับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของบุคลากรในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี ให้บริการด้านนันทนาการ สวัสดิการ การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม สื่อสารประชาสัมพันธ์และสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการ”</p>
<p>ด้านนางสาวธันญารัตน์  ทองอ้ม นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มีความเห็นเกี่ยวกับการสร้างสโมสรบุคลากรว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควร  เพราะมหาวิทยาลัยควรจะนำงบประมาณในส่วนนี้ไปสร้างหรือซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น  ส่วนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของบุคลากรควรใช้สถานที่เดิมที่มีอยู่แล้วหรือปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะแก่การประชุมต่างๆ</p>
<p>“การที่ทางมหาวิทยาลัยนำงบประมาณจำนวนหนึ่งมาสร้างสโมสรบุคลากรเป็นเรื่องที่เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ เพราะควรจะนำเงินในส่วนนี้ไปสร้างสถานที่ ที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จเรียบร้อย ส่วนที่ว่าจะให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของบุคลากรก็ควรที่จะปรับปรุงสถานที่เดิมที่มีอยู่แล้วใช้ไปก่อน”</p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง </strong><strong>: นงนุช ทาหาร</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ทิฆัมพร น้อยคำลือ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>วชิราภรณ์ อยู่จันทร์<br />
</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ </strong><strong>: ยิ่งศักดิ์ งามฉวีพันธุ์<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1545</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1542</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1542#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 17:54:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1542</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยแล้ว หลายคนคงนึกถึงก้าวแรกของการเข้ามาเป็นนิสิต เป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่ง และเป็นช่วงที่เปลี่ยนจากนักเรียนมาเป็นนักศึกษา สำหรับผู้ชายเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นมานุ่งกางเกงขายาว สำหรับผู้หญิงเปลี่ยนจากชุดคอซอง กระโปรงจีบรอบ มาเป็นชุดนักศึกษา  เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตหลายๆอย่างจากที่เคยเป็น  ที่นี่ไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ ที่นี่ไม่มีคนที่จะมาถือไม้เรียวไล่ให้ไปเข้าเรียน แต่ที่นี่มีให้คือการศึกษา
“น้องใหม่” กับกิจกรรม “รับน้อง” ล้วนแล้วแต่เป็นของคู่กัน และมหาวิทยาลัยมหาสารคามแห่งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมแสดงความยินดีกับน้องใหม่ เช่นกัน ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1542" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p>ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยแล้ว หลายคนคงนึกถึงก้าวแรกของการเข้ามาเป็นนิสิต เป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่ง และเป็นช่วงที่เปลี่ยนจากนักเรียนมาเป็นนักศึกษา สำหรับผู้ชายเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นมานุ่งกางเกงขายาว สำหรับผู้หญิงเปลี่ยนจากชุดคอซอง กระโปรงจีบรอบ มาเป็นชุดนักศึกษา  เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตหลายๆอย่างจากที่เคยเป็น  ที่นี่ไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ ที่นี่ไม่มีคนที่จะมาถือไม้เรียวไล่ให้ไปเข้าเรียน แต่ที่นี่มีให้คือการศึกษา</p>
<div id="attachment_1605" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2.jpg"><img class="size-medium wp-image-1605 " title="2" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/2-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">สนุกสนาน : รุ่นพี่ต่างพารุ่นน้อง ร้อง เต้น และเล่นเกมต่างๆ ที่พวกพี่ๆได้เตรียมไว้ให้น้องๆ อย่างสนุกสนาน </p></div>
<p>“น้องใหม่” กับกิจกรรม “รับน้อง” ล้วนแล้วแต่เป็นของคู่กัน และมหาวิทยาลัยมหาสารคามแห่งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมแสดงความยินดีกับน้องใหม่เช่นกัน มีเสียงกลองรัวดังทุกมุมตึกของแต่ละคณะ มีเสียงร้องเพลง รำ เต้น และทำกิจกรรมต่างๆ ที่รุ่นพี่ได้จัดเตรียมมาให้กับน้องๆ ซึ่งเป็นการต้อนรับเข้าสู่การใช้ชีวิตใหม่ของการเป็นนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยเหลืองเทาของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p>
<p>ด้านองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดโครงการ Freshy day and Freshy night 2010 เป็นโครงการที่ประกอบไปด้วย 2 กิจกรรมหลักๆคือ กิจกรรมลอดซุ้มประเพณีในช่วงเช้าและกิจกรรมประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายถึงเย็น ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นมีจุดประสงค์คือ เพื่อให้นิสิตใหม่มีความสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ คณาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัย มีความรัก ความภาคภูมิใจในสถาบัน เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ได้ผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน และได้เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตในสังคมอุดมศึกษา</p>
<p>กิจกรรมลอดซุ้มประเพณีเป็นกิจกรรมที่ทางมหาลัยจัดขึ้นทุกปี เพื่อต้อนรับนิสิตใหม่และให้นิสิตใหม่เกิดการเรียนรู้ทักษะสุนทรียภาพ ทักษะบุคลิกภาพ ทักษะสัมพันธภาพ ที่สังคมให้การยอมรับ และทักษะชีวิตจำเป็นในสังคมปัจจุบันและสังคมอนาคต เป็นการสร้างพื้นที่ทางกระบวนทัศน์และต้นแบบวิธีการฝึกปฏิบัติตนของนิสิตใหม่ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอุดมศึกษา เป็นการสืบสานปณิธานกิจกรรมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อให้นิสิตใหม่เรียนรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของนิสิตมหาวิทยาลัยและท้องถิ่น</p>
<p>ภายในกิจกรรมการลอดซุ้มประเพณีจะมีกิจกรรมย่อยต่างๆที่รุ่นพี่สาขาและคณะต่างๆจัดขึ้นเพื่อที่จะให้น้องปี 1 มาเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการลอดซุ้มคณะต่างๆ ลอดซุ้มของสาขา โดยในการลอดซุ้มแต่ละซุ้มนั้นรุ่นพี่จะแต่งตัว แต่งหน้าให้รุ่นน้องได้ตามต้องการ กิจกรรมการลอดซุ้มจึงเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน และเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นได้</p>
<div id="attachment_1607" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/3.jpg"><img class="size-medium wp-image-1607 " title="3" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/3-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">ซุ้มรักน้อง : บริเวณหน้าซุ้มของรุ่นพี่โดยมีข้อความที่สื่อให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของพี่ที่มีต่อน้องอย่างชัดเจน</p></div>
<p>ด้านนายสุริยะ  สอนสุระ พนักงานการศึกษา ชี้แจงว่ากิจกรรมการรับน้องหรือกิจกรรมการลอดซุ้มประเพณีที่ทางองค์การนิสิตได้จัดขึ้นนั้น มีการประชุมกรรมการกลางกันแล้วว่าจะมีการให้เล่นสีและโคลนได้ แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของความเหมาะสม และอยู่ภายใต้ความความดูแลของสถาบันนั้นๆ</p>
<p>“แม้ว่าทางกระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายไม่ให้ใช้สีและโคลนในกิจกรรมการรับน้องออกมา แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการประชุมและตกลงร่วมกันว่าจะให้มีการเล่นสีและโคลนได้ แต่ต้องอยู่ภายในการดูแลของทางมหาวิทยาลัย ส่วนการรับน้องปลอดเหล้าเป็นโครงการที่ทางมหาวิทยาลัยทำมาประมาน 2-3 ปีแล้ว ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการของ สสส.ที่ทางมหาวิทยาลัยนำมาดำเนินการต่อ และในกิจกรรมอาจมีการถูกเนื้อต้องตัวกันบ้างแต่ต้องอยู่ภายในความเหมาะสม เช่นมีการจับมือกันเพื่อไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆได้” นายสุริยะกล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ตลอด 4 ปี ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสังคม มหาวิทยาลัยจะเป็นเหมือนสนามทดลองย่อยๆของการใช้ชีวิตในสังคม โลกของมหาวิทยาลัยจะไม่มีกรอบตารางเวลาที่ชัดเจนเหมือนระดับประถมและมัธยมที่ได้เคยเรียนมา เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา กรอบของเวลาจะหายไป ที่นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การบริหารความสัมพันธ์กับสังคม</p>
<p><strong>ข่าว </strong><strong>: นงนุช  , ทิฆัมพร , วชิราภรณ์</strong></p>
<p><strong>ภาพ </strong><strong>: ยิ่งศํกดิ์</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1542</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อธิการฯ มมส. เผย นโยบายสร้างศูนย์กีฬารวมกว่า 220 ล้านบาท</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1537</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1537#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 17:21:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1537</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย สมัปปิโต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าการสร้างโครงการศูนย์ กีฬาในขณะนี้ ทำการสร้างอยู่บริเวณข้างสนามฟุตบอลเดิม(เขตพื้นที่ขามเรียง) ซึ่งรายละเอียดของการสร้างสนามกีฬาชุดแรกจะสร้างสนามกีฬากลางแจ้ง มีอัฒจันทร์ 3 ชั้น รวมความจุของผู้คนได้ทั้งสิ้น 5,500 คน
โดยจุดที่สองสร้างเป็นสนามกีฬาในร่มจะเป็นห้องสำหรับฝึกซ้อมกีฬาในร่มทั้ง หมด ความจุ 4,000 ที่นั่ง งบประมาณในการสร้างได้การสนับสนุนจากแผนปฏิบัติการโดยไทยเข็มแข็งและงบเงิน รายได้ของมหาวิทยาลัย รวมกว่า 220 ล้านบาท ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1537" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p>จากการลงพื้นที่สำรวจของผู้สื่อข่าวพบว่าทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีจำนวนนิสิตเพิ่มมากขึ้นจาก10,000 คน ปัจจุบันมีจำนวนนิสิตมากกว่า 30,000 คนจึงส่งผลให้สนามกีฬาที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 2 แห่ง โดยแห่งแรกที่ ม.ใหม่ แห่งที่สองที่ ม.เก่า ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนิสิตในมหาวิทยาลัย จึงมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตนิสิต และพัฒนาด้านกีฬาเพื่อให้นิสิตมหาลัยนั้นมีศักยภาพก้าวไปสู่ระดับชาติ เพื่อที่จะให้นิสิตมีสนามกีฬาที่มาตรฐานและสะดวกมากขึ้น</p>
<div id="attachment_1538" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/20100615160504_3.jpg"><img class="size-medium wp-image-1538 " title="20100615160504_3" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/20100615160504_3-300x165.jpg" alt="" width="300" height="165" /></a><p class="wp-caption-text">ผังใหม่ :นี่คือแบบจำลองในการสร้างศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้นิสิตมีสนามกีฬาที่มาตรฐาน และใช้ในการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต</p></div>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย</strong><strong> สมัปปิโต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</strong><strong> </strong>กล่าวว่าการสร้างโครงการศูนย์กีฬาในขณะนี้ ทำการสร้างอยู่บริเวณข้างสนามฟุตบอลเดิม(เขตพื้นที่ขามเรียง) ซึ่งรายละเอียดของการสร้างสนามกีฬาชุดแรกจะสร้างสนามกีฬากลางแจ้ง มีอัฒจันทร์ 3 ชั้น รวมความจุของผู้คนได้ทั้งสิ้น 5,500 คน<br />
โดยจุดที่สองสร้างเป็นสนามกีฬาในร่มจะเป็นห้องสำหรับฝึกซ้อมกีฬาในร่มทั้งหมด ความจุ 4,000 ที่นั่ง งบประมาณในการสร้างได้การสนับสนุนจากแผนปฏิบัติการโดยไทยเข็มแข็งและงบเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย รวมกว่า 220 ล้านบาท ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555 ซึ่งต่อไปในอนาคตสามารถจัดแข่งขันกีฬาที่มีมาตรฐานได้ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตมหาวิทยาลัยมหาสารคามยังสามารถเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยต่อไปได้อีก</p>
<p>นายรัตนพงษ์ นามบุดดี ครูฝึกสอนกีฬาเทควันโดและยิงปืนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าการสร้างศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ดีต่อนิสิตและนักกีฬามหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก เพราะสนามกีฬามหาวิทยาลัยเรายังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อจำนวนนิสิต  แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีการจัดคอนเสิร์ตในโรงยิมเพราะอาจทำให้พื้นสนามเสียหาย  และกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงยิมจะส่งผลเสียต่อการฝึกซ้อมกีฬา<br />
“ตอนนี้ในด้านกีฬามหาวิทยาลัยมหาสารคามอยู่ในลำดับที่ 57 ทั่วทุกมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยเราอันดับตกลงมาก เพราะขาดความพร้อมและระดับของนักกีฬาเองก็มีส่วน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักกีฬาไม่มีความพร้อมเท่าไรส่วนหนึ่งมาจากเวลาเรียนนิสิตไม่ตรงกันบางคนก็เรียนเสร็จ 4 ทุ่ม ทั้งๆที่การฝึกซ้อมกีฬามหาวิทยาลัยซ้อมเสร็จ 2 ทุ่มทำให้นักกีฬาไม่สามารถมาซ้อมตรงตามเวลาได้ และสถิติการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่ผ่านมายังไม่ดีเท่าไรส่วนหนึ่งอาจมาจากสถานที่ให้การบริการที่ยังไม่เพียงพอ” นายรัตนพงษ์กล่าว</p>
<p>นางสาวสุชาดา ทิคะชน นักกีฬาเทควันโดชั้นปีที่ 4 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ดีในการสร้างโรงยิมขึ้นมาซึ่งนักกีฬาจะได้ใช้สอยกันมากขึ้น แต่อยากให้สร้างห้องซ้อมกีฬาใต้อัฒจรรย์ที่มีขนาดใหญ่ เพราะเท่าที่ทราบมาห้องซ้อมกีฬาของแต่ละชมรมเล็กไป บางครั้งไม่เพียงพอที่จะให้นิสิตออกกำลังกาย รู้สึกอึดอัด และเพื่อที่นักกีฬาจะสะดวกในการซ้อมกีฬา<br />
นางสาวณัฐาพร เหล่าศรี นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าการสร้างโรงยิมขึ้นมาเป็นเรื่องที่ดี เพราะนิสิตจะได้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาสะดวกมากขึ้น ซึ่งเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นครั้งแรกมีสิ่งใหม่ๆที่สะดุดตา โดยมีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในมหาวิทยาลัยให้น่าอยู่ขึ้นและมีการสร้างศูนย์กีฬาขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นประโยชน์ของนิสิตในมหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>ข่าว </strong><strong>: นางสาววชิราภรณ์ อยู่จันทร์ , นางสาวนงนุช ทาหาร , นางสาวทิฆัมพร น้อยคำลือ</strong></p>
<p><strong>ภาพ : </strong><a href="http://www.web.msu.ac.th/">www.web.msu.ac.th</a></p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1537</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธกส.สารคามเร่งแก้หนี้นอกระบบพันกว่าราย ยันเสร็จส.ค.นี้</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1531</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1531#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 17:02:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1531</guid>
		<description><![CDATA[ธกส.สารคามตั้งเป้าแก้หนี้นอกระบบพันกว่ารายให้เสร็จภายในส.ค.

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 นายวีระ มาศเกษม ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาจังหวัดมหาสารคาม (ธกส.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้นอกระบบวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท มาขึ้นทะเบียนกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุดมีลูกหนี้มาขึ้นทะเบียนกับธนาคาร ธกส. มหาสารคามจำนวน 1,800 ราย เปลี่ยนเป็นหนี้ในระบบแล้วประมาณ 700 ราย ส่วนลูกค้าที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการชำระหนี้ โดยจะให้เสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2553]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1531" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><h3>ธกส.สารคามตั้งเป้าแก้หนี้นอกระบบพันกว่ารายให้เสร็จภายในส.ค.</h3>
<p>เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 นายวีระ มาศเกษม ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาจังหวัดมหาสารคาม (ธกส.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้นอกระบบวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท มาขึ้นทะเบียนกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุดมีลูกหนี้มาขึ้นทะเบียนกับธนาคาร ธกส. มหาสารคามจำนวน 1,800 ราย เปลี่ยนเป็นหนี้ในระบบแล้วประมาณ 700 ราย ส่วนลูกค้าที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการชำระหนี้ โดยจะให้เสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2553</p>
<div id="attachment_1532" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_0128.jpg"><img class="size-medium wp-image-1532 " title="IMG_0128" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/IMG_0128-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a><p class="wp-caption-text">เงินนอกระบบ : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาจังหวัดมหาสารคาม ดำเนินโครงการตามนโยบายของรัฐบาลให้ลูกหนี้นอกระบบนำหนี้มาขึ้นทะเบียนกับทาง ธกส. เพื่อจัดให้เป็นหนี้ในระบบและเสียอัตราดอกเบี้ยต่ำโดยมีลูกค้าที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 1,800 ราย   </p></div>
<p>นายวีระกล่าวต่อว่า ทาง ธกส.จะดำเนินนโยบายการขึ้นทะเบียนแก้หนี้นอกระบบต่อไปตามนโยบายของรัฐบาล และจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนอีกครั้งในปี 2554 โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ค้างชำระหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียน ส่วนมากเป็นเกษตรกรที่ได้กู้เงินมาเป็นทุนใช้ทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ แต่ผลผลิตไม่เจริญเติบโตเต็มที่เนื่องจากเกิดปัญหาภัยแล้ง จึงส่งผลให้ขายสินค้าไม่ได้ราคา เกษตรกรจึงไม่มีเงินมาชำระหนี้ได้</p>
<p>“หากลูกค้าชำระหนี้ครบหมด ธกส.จะการอบรมให้กับลูกหนี้เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเหมาะสมกับอาชีพไม่ใช้เงินเกินรายรับและได้อธิบายถึงผลเสียของการค้างชำระหนี้นอกระบบ  เพื่อไม่ให้เกิดการกู้หนี้เพิ่มอีกรอบ” นายวีระกล่าว</p>
<p>นางเสาร์ (นามสมมุติ) ผู้ขึ้นทะเบียนธนาคาร ธกส. เปิดเผยว่า ตนได้กู้เงินนอกระบบกับนายทุนจำนวน 20,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 10 บาทต่อเดือน เพื่อประกอบธุรกิจขายอาหารตามสั่ง ต่อมาลูกค้าลดลงจึงหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว แต่ยังมีหนี้นอกระบบเหลืออยู่ 16,000บาท จึงไปขึ้นทะเบียนกับ ธกส. ทำให้ลูกหนี้มีทางเลือกในการชำระดอกเบี้ย</p>
<p>นายแหวง (นามสมมุติ) ลูกค้าอีกรายเปิดเผยว่า ตนกู้เงินมาส่งบุตรเรียนหนังสือเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาทต้องเสียอัตราดอกเบี้ยร้อยละ15 บาทต่อเดือน และต้องส่งดอกเบี้ยทุกเดือน หากเดือนไหนไม่ส่งดอกเบี้ย นายทุนจะส่งพนักงานเร่งรัดหนี้สินมาติดตามถึงบ้าน และรู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการนี้ เพราะจ่ายดอกเบี้ยลดลงและมีเวลาหาเงินมาชำระ</p>
<p><strong>ข่าว : </strong><strong>กนกวรรณ สักการี </strong></p>
<p><strong>ภาพ : ยิ่งศักดิ์  งามฉวีพันธุ์<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1531</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มมส .รับเงินค่าเช่าพท.ตลาดน้อยใหม่ พุ่งเดือนละ สามแสนบาท</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1527</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1527#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 16:56:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1527</guid>
		<description><![CDATA[Tweetผช.อธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังมมส. โชว์รายได้จากค่าเช่าตลาดน้อยใหม่ พุ่งเดือนละ300,000บาท สั่งขยายพื้นที่ขายสินค้า หวังนำเงินพัฒนามหาวิทยาลัย 
เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2553นางพวงทิพย์ ศรีไพรวรรณ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลัง มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า การจัดสรรพื้นที่ตลาดน้อยให้บุคคลภายนอกเช่าจะเป็นการสร้างรายได้แก่มหาวิทยาลัย สำหรับตลาดน้อยซึ่งเป็นตลาดขายอาหารในช่วงเวลา 15.30-23.00 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 201 ล็อก ผู้ประกอบการ 195 ราย ราคาค่าเช่าพื้นที่ตั้งแต่ 900 &#8211; 2, 000 บาท ทำสัญญา 6 เดือน ต่อ1 ครั้ง ใช้วิธีจับสลากเลือกพื้นที่ โดยแบ่งโซนตามประเภทอาหารหรือสินค้า
นางพวงทิพย์กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่เฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท ส่วนรายได้จากตลาดน้อยเก่าที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นตลาดนัดรายได้เฉลี่ย 50, 000 บาทต่อเดือนซึ่งผู้ประกอบการจ่ายให้แก่ทางมหาวิทยาลัยโดยตรง
นางพวงทิพย์กล่าวต่อว่า ได้ประสานกับกองอาคารสถานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าใน มมส.มาใช้เป็นที่ค้าขายเพิ่มรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย โดยวางโครงการไปที่ในวิทยาเขตในเมือง ได้เตรียมพื้นที่โรงอาหารเก่าปรับปรุงเป็นร้านกาแฟและร้านค้าสวัสดิการ โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินการให้เสร็จในปีงบประมาณ 2553
“รายได้จากการให้เช่าพื้นที่นำมาพัฒนามหาวิทยาลัย ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบมหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น และสร้างร้านค้า อาหาร เครื่องดื่มเพิ่มเติมตามโครงการที่วางไว้เพื่อให้บุคลากรใช้บริการได้สะดวก นอกจากนี้ยังได้เปิดร้านฟู๊ด คอฟฟี่ แอนด์ เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ ข้างอาคารพลาซ่าเปิดโอกาสให้นิสิตไปสมัครงานขายเบเกอรี่หารายได้พิเศษช่วงเวลาว่าง ” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังกล่าว
“ตอนนี้ได้วางแผนโครงการพัฒนาตลาดน้อยจะสร้างหลังคา จัดภูมิทัศน์ ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ สร้างห้องน้ำจำนวน12 ห้อง แบ่งเป็นห้องน้ำหญิง 6 ห้อง ห้องน้ำชาย 6 ห้อง และจะจัดทำที่ล้างภาชนะ ท่อระบายน้ำ เพื่อปรับปรุงพื้นที่ขายสินค้าให้ได้มาตรฐานโดยจะทำโครงการให้เสร็จภายในปี 2553 นี้” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังกล่าว
นางสาวธิดารัตน์  สมดี อาจารย์คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า  เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารของคณะ ได้ไปตรวจคุณภาพอาหารกับผู้ประกอบการที่ตลาดน้อยปีละ 1 ครั้ง ล่าสุดได้ตรวจสอบเมื่อปี 2552 ผลตรวจประมาณ 80%ได้มาตรฐาน ส่วนร้านค้าที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทางเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ปรับปรุงคุณภาพอาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยหลักเกณฑ์ในการตรวจจะวัดจากความสะอาดของอาหาร ภาชนะและพื้นที่ขาย ส่วนในปี ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1527" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong>ผช</strong><strong>.อธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังมมส. โชว์รายได้จากค่าเช่าตลาดน้อยใหม่ พุ่งเดือนละ300,000บาท สั่งขยายพื้นที่ขายสินค้า หวังนำเงินพัฒนามหาวิทยาลัย </strong></p>
<div id="attachment_1529" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/ContentImg25141.jpg"><img class="size-full wp-image-1529 " title="ContentImg2514" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/ContentImg25141.jpg" alt="" width="300" height="239" /></a><p class="wp-caption-text">เงินใหลเข้า จำนวนเงินเดือนละ300, 000 บาท ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับจากการใช้เช่าพื้นที่ขายสินค้า ที่บริเวณตลาดน้อยใหม่ หลังหอกันทรวิชัย และเร่งดำเนินโครงการปรับปรุงรูปแบบตลาดให้ได้มาตฐานยิ่งขึ้น</p></div>
<p>เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2553นางพวงทิพย์ ศรีไพรวรรณ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลัง มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า การจัดสรรพื้นที่ตลาดน้อยให้บุคคลภายนอกเช่าจะเป็นการสร้างรายได้แก่มหาวิทยาลัย สำหรับตลาดน้อยซึ่งเป็นตลาดขายอาหารในช่วงเวลา 15.30-23.00 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 201 ล็อก ผู้ประกอบการ 195 ราย ราคาค่าเช่าพื้นที่ตั้งแต่ 900 &#8211; 2, 000 บาท ทำสัญญา 6 เดือน ต่อ1 ครั้ง ใช้วิธีจับสลากเลือกพื้นที่ โดยแบ่งโซนตามประเภทอาหารหรือสินค้า<strong><span id="more-1527"></span></strong></p>
<p>นางพวงทิพย์กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่เฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท ส่วนรายได้จากตลาดน้อยเก่าที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นตลาดนัดรายได้เฉลี่ย 50, 000 บาทต่อเดือนซึ่งผู้ประกอบการจ่ายให้แก่ทางมหาวิทยาลัยโดยตรง</p>
<p>นางพวงทิพย์กล่าวต่อว่า ได้ประสานกับกองอาคารสถานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าใน มมส.มาใช้เป็นที่ค้าขายเพิ่มรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย โดยวางโครงการไปที่ในวิทยาเขตในเมือง ได้เตรียมพื้นที่โรงอาหารเก่าปรับปรุงเป็นร้านกาแฟและร้านค้าสวัสดิการ โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินการให้เสร็จในปีงบประมาณ 2553</p>
<p>“รายได้จากการให้เช่าพื้นที่นำมาพัฒนามหาวิทยาลัย ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบมหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น และสร้างร้านค้า อาหาร เครื่องดื่มเพิ่มเติมตามโครงการที่วางไว้เพื่อให้บุคลากรใช้บริการได้สะดวก นอกจากนี้ยังได้เปิดร้านฟู๊ด คอฟฟี่ แอนด์ เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ ข้างอาคารพลาซ่าเปิดโอกาสให้นิสิตไปสมัครงานขายเบเกอรี่หารายได้พิเศษช่วงเวลาว่าง ” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังกล่าว</p>
<p>“ตอนนี้ได้วางแผนโครงการพัฒนาตลาดน้อยจะสร้างหลังคา จัดภูมิทัศน์ ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ สร้างห้องน้ำจำนวน12 ห้อง แบ่งเป็นห้องน้ำหญิง 6 ห้อง ห้องน้ำชาย 6 ห้อง และจะจัดทำที่ล้างภาชนะ ท่อระบายน้ำ เพื่อปรับปรุงพื้นที่ขายสินค้าให้ได้มาตรฐานโดยจะทำโครงการให้เสร็จภายในปี 2553 นี้” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลังกล่าว</p>
<p>นางสาวธิดารัตน์  สมดี อาจารย์คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า  เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารของคณะ ได้ไปตรวจคุณภาพอาหารกับผู้ประกอบการที่ตลาดน้อยปีละ 1 ครั้ง ล่าสุดได้ตรวจสอบเมื่อปี 2552 ผลตรวจประมาณ 80%ได้มาตรฐาน ส่วนร้านค้าที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทางเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ปรับปรุงคุณภาพอาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยหลักเกณฑ์ในการตรวจจะวัดจากความสะอาดของอาหาร ภาชนะและพื้นที่ขาย ส่วนในปี 2553 จะตรวจประมาณเดือนธันวาคมนี้</p>
<p>อาจารย์คณะสาธารณะสุขศาสตร์กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการที่เข้ามาจำหน่ายสินค้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามต้องให้ความสำคัญด้านความสะอาดและปลอดภัย ร้านค้าทุกร้านต้องได้รับการตรวจสอบอาหารจากคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพอาหารด้านสุขาภิบาลอาหาร เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าที่ใช้บริการ</p>
<p>นางสงวน  ไชยผง  ผู้ประกอบการร้านขายร้านส้มตำแม่ติ๋ม เปิดเผยว่า กำไรจากการขายเฉลี่ยวันละ300-400 บาท จ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้สำนักงานพื้นที่มมส.จำนวน1, 500 บาทต่อเดือน การขายอาหารต้องให้ความสำคัญด้านความสะอาดปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ร้านของตนได้ผ่านการตรวจมาตรฐานด้านความสะอาดคุณภาพอาหารจากคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพอาหารด้านสุขาภิบาลอาหารและได้รับธงเหลืองมหาวิทยาลัยมหาสารคามรองรับความปลอดภัยและความสะอาดของอาหาร</p>
<p>“อยากให้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามสร้างห้องน้ำและจัดพื้นที่ขายอาหารสลับร้านเพื่อให้ลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้ามีโอกาสได้เลือกหลากหลาย และไม่ต้องจัดเป็นโซนสินค้าเนื่องจากจัดเป็นโซนแล้ว ลูกค้าไม่ค่อยเดินทั่วบริเวณตลาดน้อย” นางสงวนกล่าว</p>
<p>นายภูมินทร์  เหล่าพิเดช ผู้ประกอบการร้านขายรังผึ้งพีเจฟรุ๊ตเปิดเผยว่า  กำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการในตลาดน้อยซึ่งหักค่าวัตถุดิบออกแล้วเฉลี่ยได้วันละ 300-400 บาท ถือว่าเพียงพอต่อการใช้และได้จ่ายให้ทางสำนักงานพื้นที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจำนวน3, 100 บาทต่อเดือน</p>
<p>นายภูมินทร์กล่าวต่อว่า ร้านตนได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอาหารคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพอาหารด้านสุขาภิบาลอาหารมมส. ซึ่งคุณภาพอาหารผ่านเกณฑ์ และได้รับธงเหลืองมหาวิทยาลัยมหาสารคามรองรับความปลอดภัยและความสะอาดของอาหาร</p>
<p>ด้านราคาจะไม่มีการปรับขึ้นขายสินค้าเท่าเดิมคือชิ้นละ 10 บาท แต่จะปรับขนาด ให้เล็กลง เพราะวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารมีราคาแพงและเพื่อความอยู่รอดของร้าน</p>
<p>“อยากให้ทางสำนักงานพื้นที่ มมส.จัดเจ้าหน้าที่มาตรวจความสะอาด ในบริเวณตลาดด้วยเพื่อสร้างความเป็นระเบียบของสถานที่บริการ ส่วนโต๊ะนั่งรับประทานอาหารขณะนี้มีปริมาณไม่เพียงพอ และโต๊ะนั้งรับประทานอาหารยังใกล้กับถังขยะมาก ควรจัดให้อยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร และแยกโซนรับประทานอาหารให้เป็นระเบียบ เพิ่มโต๊ะนั้งอีกประมาณ 50 โต๊ะ เพื่อความสะดวกของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ” ผู้ประกอบการร้านขายรังผึ้งพีเจฟรุ๊ต</p>
<p>นางสาวศศพร  กันอยู่ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหารคามเปิดเผยว่า อยากให้ผู้ประกอบการขายอาหารที่ตลาดน้อยเพิ่มความสะอาด ทั้ง สถานที่ ภาชนะ วัตถุดับที่นำมาปรุงอาหาร บางร้านมีกลิ่นคาวเนื่องจากล้างภาชนะไม่สะอาด และอยากให้ทางมหาวิทยาลัยได้มาตรวจสอบคุณภาพอาหารของผู้ประกอบการทุกสัปดาห์หากร้านไหนตรวจไม่ผ่านก็อาจจะให้หยุดขาย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ลูกค้าที่เข้าใช้บริการ</p>
<p>นางเสาร์  หอมสุดทรา ชาวบ้านหนองคูบอล ต.เสือโคก อ.จตุพักตรพิมาร จ.ร้อยเอ็ดเปิดเผยว่า ตนมีโอกาสได้มาใช้บริการสินค้าที่ตลาดน้อยหลายครั้ง เนื่องจากมาเยี่ยมบุตรชายที่เรียนอยู่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มมส.และได้เห็นผู้ประกอบการที่ขายสินค้าบางร้านมีราคาแพง เช่น อาหารตามสั่งจานละ 30-40 บาทควรปรับลดราคาเพราะนิสิต นักศึกษา ก็ยังขอค่าเล่าเรียนจากผู้ปกครอง</p>
<p>นางเสาร์กล่าวต่อว่า เชื่อว่าผู้ปกครองหลายคนอยากให้บุตรหลานที่มาเรียนใช้จ่ายค่าครองชีพอย่างประหยัดเพราะเงินเป็นสิ่งที่หายาก ส่วนพื้นที่ขายอาจจะเพิ่มเติมในด้านความสะอาด มีถังขยะและจัดภูมิทัศน์รอบตลาดให้สวยงาม</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span></strong></p>
<p>ข่าว : กนกวรรณ  สักการี</p>
<p>ภาพ : <strong><a href="http://www.tpa.or.th/jsociety/Bpic/ContentImg2514.jpg">http://www.tpa.or.th/jsociety/Bpic/ContentImg2514.jpg</a></strong><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1527</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศก.สารคามปี 53 โต 3 – 4 %</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1519</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1519#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 16:24:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mars</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1519</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2553นางวิชิตา  เลิศพุทธิพงศ์พร  หัวหน้ากลุ่มบริหารการคลังและเศรษฐกิจ สำนักงานคลังจังหวัดมหาสารคาม เปิด เผยว่า เศรษฐกิจของจังหวัดมหาสารคามปี 2553 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-4%  ส่วนมากขึ้นอยู่กับภาคบริการร้อยละ 67.86  ภาคเกษตรกรรมร้อยละ 17.96 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 14.18 ซึ่งเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด  เมื่อพิจารณาถึงสาขาการผลิตพบว่าสาขาการขายส่งขายปลีกมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 23.08  รองลงมาคือสาขาสาขาการเกษตรมีสัดส่วนร้อยละ 17.30 และสาขาการศึกษา มีสัดส่วนร้อยละ 16.48 เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดมหาสารคาม    ยังคงขยายตัวเมื่อเทียบกับปี2552]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1519" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><h3>นักวิชาการคลังคาดการณ์ เศรษฐกิจจังหวัดมหาสารคามปี 2553 ขยายตัวเพิ่ม 3-4%</h3>
<div id="attachment_1524" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC051952.jpg"><img class="size-medium wp-image-1524 " title="DSC05195" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC051952-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">คาดการณ์ : นางวิชิตา เลิศพุทธิพงศ์พร หัวหน้ากลุ่มบริหารการคลังและเศรษฐกิจ สำนักงานคลัง จังหวัดมหาสารคาม กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพรวมของเศรษฐกิจจังหวัดมหาสารคาม และคาดการณ์ว่า ปี2553 เศรษฐกิจจะโตขึ้นประมาณ 3-4 % แน่นอน </p></div>
<p>เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2553นางวิชิตา  เลิศพุทธิพงศ์พร  หัวหน้ากลุ่มบริหารการคลังและเศรษฐกิจ สำนักงานคลังจังหวัดมหาสารคาม<strong> </strong>เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของจังหวัดมหาสารคามปี 2553 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-4%  ส่วนมากขึ้นอยู่กับภาคบริการร้อยละ 67.86  ภาคเกษตรกรรมร้อยละ 17.96 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 14.18 ซึ่งเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด  เมื่อพิจารณาถึงสาขาการผลิตพบว่าสาขาการขายส่งขายปลีกมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 23.08  รองลงมาคือสาขาสาขาการเกษตรมีสัดส่วนร้อยละ 17.30 และสาขาการศึกษา มีสัดส่วนร้อยละ 16.48<strong> </strong>เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดมหาสารคาม    ยังคงขยายตัวเมื่อเทียบกับปี2552</p>
<p>นางวิชิตากล่าวต่อว่า<strong> </strong>ภาคการเกษตรมูลค่าของสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาสินค้าที่สำคัญ ได้แก่  ข้าวเปลือกเหนียวนาปี  อ้อยโรงงาน  และมันสำปะหลังมีราคาสูงขึ้น  ภาคอุตสาหกรรมปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมขยายตัวร้อยละ 11.83  เป็นผลมาจากกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ  23.21  และ  13.48  ตามลำดับ  ในขณะที่กิจการขนาดใหญ่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ  2.22</p>
<p>“การบริโภคของภาคเอกชนโดยรวมขยายตัวต่อเนื่อง  เมื่อพิจารณาจากปริมาณการจดทะเบียนรถยนต์นั่ง  รถจักรยานยนต์  ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การลงทุนภาคเอกชน<strong><em> </em></strong>เช่น มีการขออนุมัติก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ70.76 เป็นผลมาจากกการขออนุญาตก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างหอพักในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคามและเทศบาลตำบลท่าขอนยาง” หัวหน้ากลุ่มบริหารการคลังและเศรษฐกิจกล่าว<strong> </strong></p>
<p>นางวิชิตากล่าวต่อว่า<strong> </strong> ด้านการเงินปริมาณเงินฝากขยายตัวร้อยละ 14.06 โดยเงินฝากธนาคารออมสินขยายตัวร้อยละ 26.66  และเงินฝาก ธ.ก.ส.ขยายตัวร้อยละ 22.74  สำหรับปริมาณสินเชื่อขยายตัวร้อยละ 20.29 โดยสินเชื่อธนาคารออมสินขยายตัวสูงถึงร้อยละ 58.85 และสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวร้อยละ17.10</p>
<p>“เสถียรภาพทางเศรษฐกิจจำนวนผู้ว่างงานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน<strong><em> </em></strong>ลดลงจาก 881 คนเป็น 531 คน สอดคล้องกับจำนวนผู้ได้รับการบรรจุงานที่เพิ่มขึ้น คือเพิ่มจาก 23 คนเป็น 243 คนส่วนใหญ่บรรจุงานตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม  ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคม 2553 ปรับตัวสูงขึ้นเท่ากับร้อยละ 4.80 สาเหตุสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาข้าว   เนื้อสัตว์   น้ำมันเชื้อเพลิง   ค่าน้ำประปา   วัสดุก่อสร้าง   ค่ายาและเวชภัณฑ์   รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์”หัวหน้ากลุ่มบริหารการคลังและเศรษฐกิจกล่าว<strong> </strong><strong> </strong></p>
<p>นางสาวนันฑิยา  ภาภิรมณ์ ผู้ประกอบการร้านนันฑิยามาร์ท หลังหอพักอาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่า ตนได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 มียอดขายเพิ่มขึ้นมาตลอดจนกระทั่งปี 2550 เป็นต้นมามีการสร้างหอพักเพิ่ม ผู้ประกอบการเปิดร้านค้าเพิ่มขึ้นทุกปีลูกค้ามีทางเลือกเข้าใช้บริการส่งผลให้ยอดจำหน่ายลดลงประมาณ 50%</p>
<p>“อนาคตคาดว่าจะมีร้านค้าเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ด เพราะมหาวิทยาลัยมหาสารคามเจริญขึ้นเรื่อยๆคาดว่าจะมีการสร้างหอพักอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือนิสิต นักศึกษาและร้านค้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้ประกอบการร้านนันฑิยามาร์ทกล่าว</p>
<p>ข่าวและภาพ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">นางสาวกนกวรรณ  สักการี </span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;"> </span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1519</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมา แมวจรจัดในมมส. ผลจากความไม่พร้อม แต่อยากเลี้ยง</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1512</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1512#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 15:43:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1512</guid>
		<description><![CDATA[นางเนื้อทิพย์ ดำรงค์ไชย อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยกับเราหลังจากดูแลให้สุนัขทุกตัวกินอาหารเรียบ ร้อยแล้วว่า จำนวนหมาไม่มีเจ้าของในม. มีมากกว่าแมวไม่มีเจ้าของ บางตัวมาพร้อมคนงานก่อสร้าง ซึ่งเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยก็รื้อไซต์งานจากไป ทิ้งหมาไว้เบื้องหลัง บางตัวก็มาจากนิสิตที่ซื้อมาเลี้ยง เมื่อไม่ต้องการรับผิดชอบก็นำมาทิ้งให้พ้นตัว

“บางคนชอบเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กๆเท่านั้น  พอโตขึ้นหมดความน่ารัก หรือปล่อยให้มีลูก พอเลี้ยงไม่ได้ก็นำมาปล่อย หรือบางคนแอบเลี้ยงโดยพ่อแม่ไม่รู้ พอเรียนจบต้องกลับบ้านก็เอาหมามาปล่อย ในม. บ้างปล่อยวัดบ้าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1512" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p style="text-align: left;">เสียงเห่าร้องเกรียวกราวด้วยความดีใจของบรรดาสุนัขไม่มีเจ้าของนับสิบกว่าตัวที่อยู่ในบริเวณตลาดน้อย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงหางที่โบกสะบัดสุดแรง ยามที่มองเห็นสตรีร่างเล็กเดินมาพร้อมถุงอาหารเม็ดสำเร็จรูป ไม่เพียงแต่เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนยามพบเห็นเท่านั้น</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_5559.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1513" title="DSC_5559" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_5559-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;">ในอีกด้านหนึ่งภาพดังกล่าวยังสะท้อนว่าปริมาณเพื่อนสี่ขาที่ปราศจากเจ้าของกำลังจะกลายเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขและร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่ายมากกว่าน้ำใจเมตตาของคนเพียงไม่กี่คน</p>
<p>นางเนื้อทิพย์ ดำรงค์ไชย อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยกับเราหลังจากดูแลให้สุนัขทุกตัวกินอาหารเรียบร้อยแล้วว่า จำนวนหมาไม่มีเจ้าของในม. มีมากกว่าแมวไม่มีเจ้าของ บางตัวมาพร้อมคนงานก่อสร้าง ซึ่งเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยก็รื้อไซต์งานจากไป ทิ้งหมาไว้เบื้องหลัง บางตัวก็มาจากนิสิตที่ซื้อมาเลี้ยง เมื่อไม่ต้องการรับผิดชอบก็นำมาทิ้งให้พ้นตัว</p>
<p>“บางคนชอบเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กๆเท่านั้น  พอโตขึ้นหมดความน่ารัก หรือปล่อยให้มีลูก พอเลี้ยงไม่ได้ก็นำมาปล่อย หรือบางคนแอบเลี้ยงโดยพ่อแม่ไม่รู้ พอเรียนจบต้องกลับบ้านก็เอาหมามาปล่อย ในม. บ้างปล่อยวัดบ้าง บางคนที่เป็นแฟนกัน ขณะรักกันก็ซื้อหมามาสมมติเป็นลูก พอเลิกกับแฟน ก็เอาพยานความรักไปปล่อย เพราะทนไม่ได้เมื่อเห็นหน้าหมา  จำนวนหมาแมวในมอจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะความที่คนเลี้ยงสัตว์ขาดความรับผิดชอบ ซื้อชีวิตเขามา โดยไม่ได้คิดถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะรับผิดชอบชีวิตชีวิตหนึ่งได้มากเพียงใด” นางเนื้อทิพย์กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ปริมาณหมาแมวจรจัดในม. เพิ่มขึ้น</p>
<p><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_5537.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1514" title="DSC_5537" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSC_5537-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>ทุกวันนี้อาจารย์ไม่เพียงแต่นำอาหารมาเลี้ยงหมาบริเวณตลาดน้อยเท่านั้น แต่ยังพยายามช่วยเหลือแมวไม่มีเจ้าของ ซึ่งแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าสุนัข ทว่าความที่แมวตั้งท้องได้ตลอดปี และออกลูกครั้งละหลายๆตัว จึงเกรงว่าจำนวนแมวไม่มีเจ้าของจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>
<p>“ตอนนี้พระที่วัดป่ากู่แก้ว ท่านอนุญาตให้สร้างกรงไว้พักแมวจรจัดที่ไปจับมาจากในม. โดยกรงนี้เปรียบเหมือนบ้านพักชั่วคราวของแมวจรจัดที่รอการรักษา ฉีดวัคซีน หรือรอให้แมวท้องแก่คลอดลูก พอลูกโต อดนมได้ ก็จะเอาแมวไปหาบ้าน หาคนรับเลี้ยงเพื่อให้ชีวิตพวกเค้ามีความสุขสบายขึ้น” อาจารย์ภาควิชาเคมีเล่า</p>
<p>อาจารย์ภาควิชาเคมีเล่าต่อว่า ไม่ได้มีอาจารย์คนเดียวเท่านั้นที่ต้องการให้เพื่อนสี่ขาในมหาวิทยาลัยมีชีวิตที่ดีขึ้น  หากยังมีเพื่อนอาจารย์อีกหลายคนที่มอบน้ำใจให้แก่สัตว์เหล่านี้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน</p>
<p>“ หมาแมวเป็นหนึ่งชีวิตที่มีความรู้สึกหนาว ร้อน เมื่อมนุษย์คิดที่จะเลี้ยงดูเขา ควรดูแลให้ดีที่สุด ไม่ควรนำมาปล่อยให้เป็นภาระและเกิดปัญหาแก่สังคม   นิสิตไม่ควรไม่ควรเลี้ยงหมาหรือแมวอย่างยิ่งเพราะตอนนี้ยังขอเงินพ่อแม่มาใช้จ่าย ยังไม่มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง อีกทั้งพื้นที่ในการเลี้ยงดูยังจำกัด เพราะต้องเลี้ยงในหอพัก  เท่ากับเป็นการกักขังชีวิตหนึ่งไม่ให้มีอิสระ หมาแมวจำพวกนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะจิตสำนึกของคนทุกคนมีไม่เท่ากัน หากคนทุกคนมีจิตสำนึก คำนึงถึงผลที่ตามมา คงไม่เกิดปัญหานี้ในสังคม” อาจารย์ภาควิชาเคมีกล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ทางด้านนายวาที คงบรรทัด อาจารย์คณะสัตวแพทย์ศาสตร์และสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดเผยว่าทางคณะสัตวแพทย์ศาสตร์และสัตวศาสตร์มีการให้การบริการด้านการทำหมันและรักษาโรคให้หากมีผู้นำมาขอรับบริการ ส่วนตัวคิดว่าปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้ยากถ้าหากยังมีผู้นำสุนัขและแมวมาปล่อยทุกวัน</p>
<p>“การนำหมาแมวมาปล่อยเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณการเลี้ยงสัตว์ ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของตน มิใช่ปล่อยปละละเลยเพราะเขาคือชีวิตหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาที่ใช้คติว่า Love me Love my dog แล้วนำหมาแมวมาเลี้ยงแทนลูก พอเลิกลาแล้วหมาแมวที่เลี้ยงไว้กลายเป็นผู้รับกรรม เพราะถูกนำไปปล่อยทิ้ง ควรเลิกค่านิยมผิดๆแบบนี้” นายวาทีกล่าว</p>
<p>ส่วนผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการเงินและการคลัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พวงทิพย์  ศรีไพรวรรณ  กล่าวว่าตนจะนำเสนอเรื่องการหาแนวทางแก้ไขปัญหาสุนัขและแมวจรในมหาวิทยาลัยเข้าสู่การประชุมจัดการความรู้ระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรสนับสนุนเพื่อพัฒนากิจการของมหาวิทยาลัย เพราะต้องได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมกันแก้ไขต่อไป</p>
<p>“การจัดตั้งโครงการชมรมคนรักสัตว์ โดยให้นิสิตที่รักสัตว์มารวมตัวกันสร้างสรรค์ความดีนำสัตว์จรจัดมาเลี้ยง และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปนำอาหาร หรือนำเงินมาบริจาคเพื่อช่วยเหลือและสร้างชีวิตใหม่ให้กับสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยเหลือพวกเขาได้” ผู้ช่วยอธิการบดีฯ แนะนำ</p>
<p>ด้านพระธัมะเตโช ตัวแทนเจ้าอาวาสวัดป่ากู่แก้ว ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่า มีนิสิตนักศึกษาเอาแมวและสุนัขมาฝากไว้ที่วัดชั่วคราวโดยอ้างว่าตนจะกลับบ้าน แต่กลับไม่มารับสัตว์กลับไป ทำให้วัดต้องรับภาระแทน เคราะห์ดีที่ญาติโยมนำอาหารมาทำบุญที่วัดมากพอจะเจือจานสัตว์เหล่านี้ได้</p>
<p>“การเลี้ยงสัตว์ไม่ผิดหลักธรรม แต่หากเลี้ยงเขาไม่ดีและทอดทิ้งเขา จะมีบาปแบบที่เรียกกันว่าทำบุญเบียดเบียนตัวเอง คนที่นิยมซื้อสัตว์มาเลี้ยง ต้องเลี้ยงและรับผิดชอบให้ตลอด  อยากฝากถึงคนที่นำสัตว์มาปล่อยทิ้งว่า  แม้เขาจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็มีชีวิต การปล่อยทิ้งชีวิตถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ  ”พระธัมะเตโชกล่าว</p>
<p>เรื่องหมาแมวจรในมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่ใช่ความผิดของพวกเขาที่ต้องกลายเป็นสัตว์ไร้บ้าน ต้องเร่ร่อนหาเศษอาหารประทังชีวิต ไม่มีหลังคาให้หลบแดดฝน เจ็บไข้ได้ป่วยก็หมดสิทธิ์ได้รับการรักษา ฉะนั้นการมีจิตสำนึก มีความรักคู่ความรับผิดชอบ จึงเป็นคำตอบตรงจุดที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้ “ถ้าไม่พร้อม อย่าเลี้ยง”</p>
<p style="text-align: right;">
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : สุวิชา ใจมีพร</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>กนกวรรณ สักการี</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ดารินทร์ ทองแต้ม</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ : มณีนุชเสียงหวาน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1512</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารคามต้าน เหมืองแร่โปแตช หวั่นผลกระทบหลายด้าน</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1508</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1508#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 14:52:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1508</guid>
		<description><![CDATA[ชาวนาเชือกเตรียมประท้วง หากขุดเจาะแร่โปแตช สาธารสุขเตือนสารโปแตชอันตราย หัวหน้าสิ่งแวดล้อมบอกมีผลกระทบระยะยาว

เมื่อวันที่16 กรกฤาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานีได้ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ชาว บ้านเหล่าในตำบลหนองเม็กและตำบลปอพาน ที่มีนายทุนจากบริษัท ไทยสารคาม อะโกร โปแตช จำกัด ยืนขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โปแตชในพื้นที่ตำบลหนองเม็กและตำบลปอพาน อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม จำนวน2 แปลง มีเนื้อที่กว่า 2 หมื่นไร่ ทำให้ชาวบ้านทั้งสองตำบลดังกล่าวต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคัดค้านการเปิด กิจการเหมืองแร่โปแตช]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1508" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong> </strong></p>
<div id="attachment_1602" class="wp-caption aligncenter" style="width: 250px"><strong><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/39613961.jpg"><img class="size-full wp-image-1602" title="39613961" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/39613961.jpg" alt="" width="240" height="180" /></a></strong><p class="wp-caption-text">ต้านเหมืองโปรแตช:กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้ให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านเหล่าอีหมัน อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เกี่ยวกับผลกระทบจากการสร้างเหมืองแร่โปรแตชที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนกว่า 20,000 ไร่</p></div>
<p><strong>ชาวนาเชือกเตรียมประท้วง หากขุดเจาะแร่โปแตช สาธารสุขเตือนสารโปแตชอันตราย หัวหน้าสิ่งแวดล้อมบอกมีผลกระทบระยะยาว</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>เมื่อวันที่16 กรกฤาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานีได้ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านเหล่าในตำบลหนองเม็กและตำบลปอพาน ที่มีนายทุนจากบริษัท ไทยสารคาม อะโกร โปแตช จำกัด ยืนขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โปแตชในพื้นที่ตำบลหนองเม็กและตำบลปอพาน อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม จำนวน2 แปลง มีเนื้อที่กว่า 2 หมื่นไร่ ทำให้ชาวบ้านทั้งสองตำบลดังกล่าวต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคัดค้านการเปิดกิจการเหมืองแร่โปแตช</p>
<p>นางอุไร แต่งชัยภูมิ ชาวบ้านบ้านเหล่าอีหมัน ตำบลหนองเม็ก อ.นาเชือก จ.มหาสารคามกล่าวว่า  หากมีการสร้างเหมืองแร่โปแตชขึ้น ตนและชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองเม็กและตำบลปอพานก็พร้อมต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะชาวบ้านได้เรียนรู้ผลกระทบในจังหวัดอุดรธานีที่ทางกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรได้มาให้ความรุ้  ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบต่อทางสิ่งแวดล้อม เช่นมลพิษทางอากาศ ด้านเกษตรกรรม และทางด้านหน้าดินที่อาจมีการทรุดตัวได้ เมื่อชาวบ้านทุกคนที่ได้เรียนรู้ผลกระทบที่จะตามมาต่างก็พร้อมที่จะคัดค้าน กิจการเหมืองแร่โปแตชอย่างสุดความสามารถ</p>
<p>นายเฉลิมวุฒิ ลาดเหลา นายก อบต .หนองเม็ก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม กล่าวว่า จากการที่มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ตำบลหนองเม็กก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถเข้ามาสร้างเป็นเหมืองแร่ได้โดยที่คนในชุมชนไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่แต่ชาวบ้านในชุมชนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่อาจเป็นชุมชนรอบข้างด้วยเช่นกัน เพราะฝุ่นเกลือและโปแตชสามารถปลิวไปตกในบริเวณรอบๆได้ตามทิศทางลม ถ้าปลิวไปตกในพื้นที่ไร่นาของชาวบ้าน ก็จะทำให้ข้าวของชาวบ้านแห้งตายได้  และจากที่ตนนั้นเป็นผู้นำชุมชนก็จะเป็นแกนนำในการต่อต้านการเปิดกิจการเหมืองแร่โปแตช ซึ่งวันไหนที่มีการขุดเจาะตนและชาวบ้านก็จะทำการประท้วง ขับไล่ และเข้าไปยืนเรื่องคัดค้านต่อผู้ว่าเพื่อไม่ยอมรับการเปิดกิจการดังกล่าว</p>
<p>นายสายยนต์ สีหาบัว หัวหน้าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า แร่โปแตชอยู่ในชั้นสุดท้ายของเกลือ ภาคอีสานมีชั้นหินเกลืออยู่ใต้ดิน ซึ่งโปแตชจะอยู่ล่างสุดของหินเกลือ  ถ้าเอาโปแตชขึ้นมาใช้ต้องเอาเกลือขึ้นก่อน เพื่อจะได้แร่โปแตชขึ้นมา ในชั้นสุดท้าย ปัญหาที่จะเอาโปแตชขึ้นมานั้นต้องเอาปริมาณเกลือขึ้นมาจำนวนมาก เมื่อเอาเกลือจำนวนมากขึ้นมากรองไว้ ก็ต้องใช้เวลาการกรองเป็นเวลาหลายปี แล้วถ้าขณะที่กรองเกลือไว้ฝนตกมันก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียง</p>
<p>นายสายยนต์กล่าวต่อว่า ถ้ามีการขุดเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่อำเภอนาเชือกก็จะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรของชาวบ้าน ซึ่งการทำเหมืองแร่จะต้องขุดดินลงไปแล้วสร้างโพรงไว้ใต้ดิน  ซึ่งอาจจะทำให้หน้าดินทรุดตัวได้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมา และปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะสร้างเหมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่ชุมชนก็ต้องฟังเสียงจากประชาชนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายทุนและชาวบ้านตามมา อย่างจังหวัดอุดรธานี</p>
<p>นางเยาวลักษณ์ บูระวัฒน์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการจังหวัดมหาสารคามกล่าวว่าหากมีเหมืองแร่โปแตชเข้ามาก่อสร้างในพื้นที่ชุมชนก็ต้องส่งผลกระทบต่อร่างกายและการเกษตรของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก  พนักงานที่ทำงานในเหมืองโปแตชจะถูกสาร โปแตชเซี่ยมคลอไรต์ หรือ สารโปแตช มากที่สุดและส่งผลกระทบต่อร่างกาย  การสูบดมสารโปแตชเข้าสู่ร่างกาย หรือกลืนกินอาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ ระบบทางเดินหายใจขัดข้อง หากถูกตาก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง  และถ้าบุคคลที่มีแผลไปสัมผัสแร่โปแตชก็จะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ เพราะสารโปแตชมีความเข้มสูงและสามารถทำลายชั้นผิว</p>
<p>“โดยการป้องกันของชาวบ้านที่อยู่ใกล้กิจการเหมืองแร่โปแตชควรจะสวมใส่แว่นตา หน้ากาก เพื่อป้องกันฝุ่นที่มีความเข็มข้มสูง ในกรณีที่การควบคุมที่แหล่งกำเนิดโดยวิธีวิศวกรรมไม่สามารถทำได้ จะเป็นทางที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ” นางเยาวลักษณ์ กล่าว</p>
<p>ด้านนายยรรยง  อินทร์ม่วง อาจารย์คณะสาธารณสุขมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  อุดรธานี  ชัยภูมิ และมหาสารคามถือว่า เป็นจังหวัดที่มีสายแร่หลักในภาคอีสาน จึงส่งผลให้มีนายทุนและบริษัทเข้ามาขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โปแตชจำนวนมาก</p>
<p>“ ถ้า เปิดกิจการเหมืองแร่โปแตชขึ้นที่มหาสารคาม ชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้กับกิจการดังกล่าวคงได้รับความเสียหาย เพราะว่ากระบวนการในการผลิตจะต้องมีการขุดหรือดูดน้ำเกลือที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาเพื่อแยกเอาแร่โปแตช ซึ่งกากเกลือที่เหลือจากการแยกแร่นั้นก็คงต้องมีการกักเก็บที่ดี ไม่อย่างนั้นเกลือเหล่านั้นก็จะไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านใกล้เคียง และเกิดผลกระทบที่ตามมากับการทำเกษตรกรรม เพราะสภาพดินถูกปนเปื้อนจากกากเกลือที่มีความเค็มเป็นจำนวนมาก”นายยรรยงกล่าว</p>
<p>นายยรรยงกล่าวต่อว่า การที่มีกิจการเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลกระทบในระยะสั้นอย่างเดียวต่อยังมีผลกระทบในระยะยาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของดินที่เกิดการเปลี่ยนแปลง  และผลกระทบที่ใหญ่นั้นคงจะเป็นการยุบตัวของหน้าดินที่ถือว่าเป็นอันตรายมากเพราะว่าไม่ใช่เพียงแต่ดินที่อยู่ในบริเวณกิจการเหมืองแร่เท่านั้นที่จะยุบตัว  แต่แผ่นดินบริเวณอื่นที่เป็นสายแร่เดียวกันที่ถูกดูดขึ้นมาก็มีสิทธิที่จะยุบตัวเช่นกัน  อาจจะบอกได้ว่าผลกระทบในลักษณะนี้ถือว่าเป็นผลกระทบบริเวณกว้างที่จังหวัดมหาสารคามจะได้รับหากปล่อยให้เกิดกิจการเหมืองแร่โปแตช อย่างที่จังหวัดอุดรธานีได้รับผลกระทบเป็นตัวอย่าง</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าก่อนหน้านี้ที่จังหวัดอุดรธานีเคยได้รับผลกระทบเชิงลบเกี่ยวกับเหมืองแร่โปแตช ที่มีความรุนแรงหลายประการ  เช่น การปนเปื้อนเกลือและสารเคมีในน้ำใต้ดิน แผ่นดินทรุด กองหางแร่ซึ่งเป็นเกลือปนเปื้อนสู่แผ่นดินและลำน้ำ  ภาวะทางอากาศจากการปนเปื้อนฝุ่นเกลือ ไอเกลือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และการแย่งชิงน้ำจากภาคเกษตรและครัวเรือน รวมถึงมลพิษทางอากาศ ขยะพิษ และปัญหาทางสังคมจากการเกิดเป็นชุมชนแออัด</p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : ทศพล หรพูล</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>วชิราภรณ์ อยู่จันทร์</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ทิฆัมพร น้อยคำลือ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ : www.esaanvoice.net</strong></p>
<p style="text-align: right;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1508</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาวบ้านทวงคืนป่าชุมชนหนองโน</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1498</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1498#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 14:20:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1498</guid>
		<description><![CDATA[ชาวบ้านหนองโนเล่าว่าในช่วงฤดูฝนผืนป่าเบญจพรรณต่างเขียวขจีปกคลุมไปด้วย ต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายไปทั่วป่า  เมื่อถึงฤดูเห็ดออกชาวบ้านต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บเห็ดออกมาขาย และประกอบเป็นอาหาร

แม่บัวจันทร์ มานะศรี อายุ50 ปี เล่าว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาป่าชุมชนแห่งนี้สามารถทำรายได้ให้ชาวบ้านมี ชีวิตที่ดี ด้วยการเก็บใบพลวง หรือที่ชาวบ้านหนองโนเรียกกันว่า”ใบตองกรุง” เพื่อนำไปขายในตลาดยามเช้าของทุกๆวัน มัดละ2-3 บาท เป็นประจำ จนสามารถส่งลูกเรียนจบระดับปริญญาตรี ก็ด้วยบุญคุณของฝืนป่าแห่งนี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1498" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p>บรรยากาศที่ร่มรื่น บนผืนป่าเบญจพรรณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณจำนวนมากในเขตบ้านหนองโน ต.หนองโน อ.เมือง จ.มหาสารคาม ด้วยภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เคยดำรงพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของชุมชนกับป่า แต่ ณ วันนี้สภาพผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ดังเมื่อก่อน กลับเหลือเพียงตอไม้ที่ถูกตัด ที่ประเมินค่ามิได้</p>
<div id="attachment_1501" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/noo-1.jpg"><img class="size-medium wp-image-1501" title="noo (1)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/noo-1-300x226.jpg" alt="" width="300" height="226" /></a><p class="wp-caption-text">ความเสียหาย : ต้นไม้ที่ถูกตัดจำนวนมาก ส่งผลต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติในเขตบ้านหนองโน ที่ประเมินค่ามิได้ </p></div>
<p><strong> </strong><strong>ชุมชนกับป่า</strong><strong> </strong><br />
ชาวบ้านหนองโนเล่าว่าในช่วงฤดูฝนผืนป่าเบญจพรรณต่างเขียวขจีปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายไปทั่วป่า  เมื่อถึงฤดูเห็ดออกชาวบ้านต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บเห็ดออกมาขาย และประกอบเป็นอาหาร<br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>แม่บัวจันทร์ มานะศรี</strong> อายุ50 ปี เล่าว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาป่าชุมชนแห่งนี้สามารถทำรายได้ให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดี ด้วยการเก็บใบพลวง หรือที่ชาวบ้านหนองโนเรียกกันว่า”ใบตองกรุง” เพื่อนำไปขายในตลาดยามเช้าของทุกๆวัน มัดละ2-3 บาท เป็นประจำ จนสามารถส่งลูกเรียนจบระดับปริญญาตรี ก็ด้วยบุญคุณของฝืนป่าแห่งนี้</p>
<p>หลังจากนั้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2537 ทางอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคามได้ทำเรื่องขอใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ในเขตบ้านหนองโน เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคามหรือมอใหม่ เมื่อมีการเข้ามาสำรวจมหาวิทยาลัยพบว่าผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์ควรอนุรักษ์ จึงเปลี่ยนมาใช้พื้นที่ในตำบลขามเรียงจัดตั้งมหาวิทยาลัยแทน</p>
<div id="attachment_1502" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/noo-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-1502 " title="noo (2)" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/noo-2-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a><p class="wp-caption-text">ความเปลี่ยนแปลง: สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์กลับว่างเปล่า จนสามารถมองทะลุผ่านเห็นกองใบไม้จำนวนมาก ซึ่งนั่นคือต้นไม้ที่ถูกตัดแล้วนำใบไม้มากลบไว้เพื่อปิดบังความผิด </p></div>
<p>เมื่อปี พ.ศ. 2538 ได้มีโครงการจัดตั้งสถาบันราชภัฎมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศูนย์หนองโน โดยการขอใช้พื้นที่ป่าชุมชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนา ขยาย ปรับปรุงและส่งเสริมงานทางด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเป็นการให้บริการวิชาการและสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นของชุมชนเพื่อดำเนินการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าไม้เบญจพรรณ รวมทั้งพันธุ์สัตว์ป่าเศรษฐกิจท้องถิ่น และจัดตั้งศูนย์พื้นที่สาธิตการเกษตรพึ่งตนเองตามแนวทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</p>
<p style="text-align: left;">ชาวบ้านต่างรู้เรื่องราวว่าทางมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม มีโครงการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ในเขต  บ้านหนองโน ต่างมีความดีใจ เพราะหวังเพียงว่าจะนำซึ่งความเจริญในชุมชน แต่สิบกว่าปีให้หลังเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชุมชนหลายอย่าง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แผนที่ประกอบพื้นที่บุกรุกของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม</strong><strong> </strong><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/nonngno.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1499" title="nonngno" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/nonngno-300x216.jpg" alt="" width="388" height="279" /></a></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong><strong>แม่ทิพย์วัลย์  ศรีเตซะ</strong> หรือ<strong>ป้าตุ</strong> อายุ 55 ปี ชาวบ้านหนองโน แกนนำต่อต้านการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชนเล่าว่า สภาพพื้นที่ป่าแห่งนี้มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างมาก โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามขอใช้พื้นที่ป่าหนองโนจำนวนทั้งสิ้น 1,050 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา</p>
<p>ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ เมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มจากสร้างศูนย์วัฒนธรรมเพื่อเป็นที่สักการะของชาวบ้านหนองโน ตามมาด้วยการสร้างแหล่งเรียนรู้โดยจะก่อตั้งคณะขึ้นใหม่ 5 คณะ 1ในนั้นคือคณะเกษตร และคณะอื่นๆจะตามมา</p>
<p style="text-align: left;">จากนั้นไม่นานนักทางมหาวิทยาลัยราชภัฎมีการขอบริจาคสิ่งของต่างๆเพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างเจดีย์เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการต่างๆ และนำมาพัฒนาหมู่บ้านวัฒนธรรมสำหรับคนพิการ โดยครั้งนั้นชาวบ้านทุกคนต่างให้ความร่วมมือเพื่อบุญกุศลครั้งนี้ในการสร้างเจดีย์ที่ใหญ่กว่าพระธาตุนาดูน ทั้งเงินทอง ข้าวสาร  อาหารแห้ง เป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนคิดเพียงว่าจะนำความเจริญในชุมชน ป้าตุกล่าว<br />
<strong> </strong><strong> </strong><strong> </strong><strong> </strong><strong>ความเจริญพร้อมกับความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>พ่อคม  เทียบอัน</strong> อายุ 54  ปี ชาวบ้านหนองโนหนึ่งในแกนนำผู้ต่อต้านการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์เล่าว่า ชาวบ้านเริ่มผิดสังเกต เพราะโครงการต่างๆที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลากว่า 10 ปี ไม่มีความคืบหน้า โดยจุดที่มีการก่อสร้างเจดีย์ ดำเนินการเพียงปักเสาเข็มต้นเดียวอยู่กลางป่าชุมชนในเนื้อที่กว่า 150 ไร่ และส่วนที่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตร ทางมหาวิทยาลัยเริ่มพัฒนาด้วย</p>
<p style="text-align: left;">การปลูกพืชผสม มีการทำแปลงเกษตรจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือปลูกชะอม ในการปลูกแต่ละครั้งต้องมีการถางป่า ตัดต้นไม้น้อยใหญ่และต้นหญ้าจนสามารถมองเห็นทะทุผ่านอีกฝั่งของป่า นอกจากมีการทำแปลงเกษตรแล้ว ยังมีการสร้างห้องน้ำกว่า 30 ห้อง มีการทำโรงเลี้ยงไก่  เลี้ยงโค และสร้างบ้านพักต่างๆในป่าชุมชนจำนวนหลายหลัง  ซึ่งในขณะนั้นชาวบ้านยังไม่มีการตื่นตัว</p>
<p style="text-align: left;"><strong>แม่สุรพิน ทูคำมี</strong> อายุ 45 ปี ชาวบ้านหนองโนกล่าวว่า หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามได้เปลี่ยนจากการก่อตั้งคณะเกษตรมาเป็นโครงการก่อตั้งหมู่บ้านวัฒนธรรม: เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการของนางสุดารัตน์ ในนามของมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม โดยจะทำเป็นหมู่บ้านสำหรับคนพิการ แต่ชาวบ้านไม่เคยพบเห็นคนพิการเข้ามาอาศัยและไม่ใช่บุคคลพิการในเขตตำบลหนองโน ซึ่งทุกโครงการที่ทำมาไม่มีโครงการใดที่ให้ผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนหนองโนเลย มีเพียงผลเสียต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ต้องเสื่อมโทรม นางสุรพิน กล่าว</p>
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_1504" class="wp-caption alignright" style="width: 214px"><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/55.jpg"><img class="size-medium wp-image-1504 " title="55" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/55-204x300.jpg" alt="" width="204" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">ออกรส ป้าตุเล่าถึงภาพบรรยากาศของฝืนป่าชุมชนบ้านหนองโนอย่างออกรส หลังจากมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามเข้ามาขอใช้พื้นที่ในการทำแหล่งเรียนรู้ ทางธรรมชาติ ทำให้ฝืนป่าแห่งนี้ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก</p></div>
<p style="text-align: left;"><strong>แม่สุรพิน </strong>เล่าต่อว่า ชาวบ้านเริ่มผิดสังเกตเพราะต้นไม้ถูกตัดจำนวนมาก   จึงได้เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎจ่ายค่าเสียหาย ต้นละ 20,000 บาท ส่วนต้นเล็กคิดร่วมทั้งหมดทางมหาวิทยาลัยให้ 80,000 บาท ทุกคนต่างไม่เห็นด้วย เพราะต้นไม้ต้นหนึ่งต้องใช้ระยะเวลาหลายสิบปีถึงมีขนาดที่ใหญ่ ชาวบ้านเรียกร้องเป็นเงิน หนึ่งล้านบาท ส่วนทางด้านหน่วยงานกรมป่าไม้เข้ามาประเมินความเสียหายและระบุว่า ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะความเสียหายหลายสิบล้านบาท</p>
<p style="text-align: left;">“หลังจากมีการตัดไม้ เผาป่า ชาวบ้านหนองโนต่างรวมตัวกันปลูกป่าทดแทนขึ้นจำนวน 2,000 ต้น ส่วนมากเป็นไม้ยืนต้น รวมทั้งมีการหว่านเมล็ดพันธุ์ไม้ เพื่อ ฟื้นฟูให้พื้นที่สาธารณะประโยชน์หนองโนกลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ไปถึงรุ่นลูกหลานได้” แม่สุรพิน กล่าว<br />
<strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;">ด้าน<strong>พ่อชเวง  จันทร์เสน</strong> อายุ 53  ปี  ชาวบ้านหนองโน ต.หนองโนกล่าวว่า หลังจากที่มีการตัดไม้ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่สามารถขึ้นไปเก็บเห็ด หาของป่า ทำกิจกรรมความเชื่อของชาวบ้าน “ดอนปู่ตา”<strong> </strong>ได้เลย เพราะในพื้นที่ป่า มีนายทุนเข้ามาดูแล  และจะทำร้าย  ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ชาวบ้านให้ทางมหาวิทยาลัยนำสัตว์เลี้ยงต่างๆ ออกจากพื้นที่โดยเร็ว  รวมทั้งการยุติโครงการก่อสร้างเจดีย์ และหมู่บ้านวัฒนธรรมหยุดชะงักชั่วคราว   ทำให้ชาวบ้านสามารถขึ้นไปเก็บของป่า ทำกิจกรรมความเชื่อได้เหมือนดังเมื่อก่อน พ่อชเวง เล่า<br />
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโคกหนองโน เป็นหนังสือจากประชาชน จำนวน 186 คน เกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าการสร้างเจดีย์การก่อสร้างหมู่บ้านวัฒนธรรม การเข้าครอบครองที่ดินจากบุคคลภายนอก ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน ได้รับออกตรวจสอบป่าพร้อมกับกลุ่มผู้ร้องเรียน และได้รายงานเป็นหนังสือต่ออำเภอเมืองให้ดำเนินตามหน้าที่</p>
<p style="text-align: left;">วันที่ 30 กันยายน 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโนได้แจ้งข้อร้องเรียนเป็นหนังสือต่อมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ใช้ชะลอการดำเนินการตามโครงการการก่อสร้างหมู่บ้านวัฒนธรรม ซึ่งจนถึงปัจจุบันไม่ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฎแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: left;">ทางด้าน พ.ต.ท. เขื่อนธะนะ พนง.สบ. 2 สภ.ดอนหว่าน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามกล่าวว่าขณะนี้ทาง สภ.ดอนหว่านได้รับแจ้งความจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม ในกรณีการบุกรุกเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ป่าโคกหนองโน ซึ่ง ขณะนี้ทางตำรวจหน่วยสืบสวนสอบสวนกำลังเร่งดำเนินการวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิด</p>
<p><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฎจะดำเนินการไปอย่างไร</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong> </strong><strong>นางสาวสุดารัตน์  ชุณหคล้าย</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามกล่าวว่าม.ซึ่งจนถึงปัจจุบันไม่ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฎแต่อย่างใดก็ตาม ใช้ชะลอการดำเนินการตามโครงการการก่อสร้าง  ทางมหาวิทยาลัยได้ขอใช้พื้นที่ป่าชุมชนในปี พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างหมู่บ้านคนพิการในเนื้อที่500ไร่  โดยตามกฎหมายของทาง อ.บ.ต. มีหน้าที่ทำให้ชุมชนมีความสุข  และได้ดำเนินโครงการก่อสร้าง จนมาถึงนายก อ.บ.ต. คนใหม่ ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา โดยมีแกนนำนายอดิศักดิ์ พานเพ็ง คิดว่าพื้นที่ป่าชุมชนแห่งนี้ยังไม่ได้เป็นของทางมหาวิทยาลัย จึงได้มีการต่อต้านเพื่อเรียกร้องที่ดินกลับคืน แต่ที่ดินตรงนี้เป็นพื้นที่ของราชพัสดุ คือของหลวง โดยหลักเหตุผลจะคืนให้แก่ชาวบ้านเป็นไปไม่ได้ คงต้องมีการเดินหน้าต่อไป เพื่อนำผลประโยชน์สู่ประเทศให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้  นางสุดารัตน์ กล่าว</p>
<p style="text-align: left;">ด้าน<strong>นายอวยชัย  วะทา</strong> อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม รักษาการแทนรองอธิการบดีม.ราชภัฎมหาสารคามเปิดเผยว่าทางมหาวิทยาลัย ราชภัฏมหาสารคามได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์โคกหนองโนเพื่อสร้างวิทยาเขตหนองโน และจัดการเรียนการสอนของคณะเกษตรศาสตร์ เป็นพื้นที่สาธิตโครงการเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมของอาจารย์สุดารัตน์ ชุณหคล้าย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนพิการและปลูกพืชผัก ในพื้นที่ดังกล่าว</p>
<p style="text-align: left;">“แต่หลังจากคณะอนุกรรมาธิการชุดแรกลงมาตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว มีการตัดไม้ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก และได้ชี้มูลว่าการกระทำของม.ราชภัฎเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ทางม.ราชภัฎจึงสั่งให้อาจารย์สุดารัตน์ หยุดดำเนินโครงการทันที หากยังไม่ยุติ ก็ต้องมีการสอบวินัย และให้คณะกรรมการเข้าไปดูแลจัดการบริหารใหม่ โดยทำโครงการในลักษณะที่มีส่วนร่วมกับชุมชน เน้นให้เป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่  มีแหล่งเรียนรู้  มีเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์   มีศูนย์ประสานงาน และก่อนจะดำเนินการต้องจัดเวทีประชาวิจารณ์ เพื่อให้ชาวบ้านลงมติเห็นชอบ” นายอวยชัยกล่าว<br />
<strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>จะคืนให้แก่ชาวบ้านก็ได้มากที่สุด หยุดไม่ไการในเนื้อที่ แม่ทิพย์วัลย์</strong> หรือ ป้าตุเล่าว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2253 พล.ต.ต. เกริก กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภาได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของป่าไม้ในเขตบ้านหนองโนโดยท่าน “เสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะพื้นป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมาก” และหลังจากนั้นท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมวุฒิสภา<br />
หลังจากที่พล.ต.ต. เกริก ได้ลงสำรวจพื้นที่ป่าชุมชน จากนั้นไม่นานนักเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ได้ดำเนินเปลี่ยนโครงการไปเรื่อยๆหนึ่งในโครงการที่ผุดขึ้นมาใหม่ เป็นโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อประกาศให้ชาวบ้านรับทราบว่าทางมหาวิทยาลัยยังมีการดำเนินโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรม เพียงแต่มีการติดป้ายประกาศ ชื่อโครงการของท่านนายกเพื่อเกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น แม่ทิพย์วัลย์ กล่าว<br />
แม่ทิพย์วัลย์ทิ้งท้ายว่า “ฉันไม่รู้ว่าท่านนายกได้ลงมาสำรวจก่อนไหมถึงจะดำเนินโครงการไทยเข้มแข็งแบบนี้ หรือที่ท่านนายกช่วยชาวบ้าน กลับนำปัญหามาสู่ชุมชนเสียเอง และฉันไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะทำกับเราได้อย่างนี้ เรามาอยากได้ยินชื่อม.ราชภัฎเลย”</p>
<p><strong>พ</strong><strong>.ร.บ กฎหมายคุ้มครองป่าชุมชน </strong><br />
<strong>นายอดิศักดิ์  พานเพ็ง</strong> ฝ่ายประสานงานด้านเอกสารหนังสือหนึ่งในแกนนำต่อต้านการบุกรุกป่าชุมชนในเขตตำบลหนองโนกล่าวว่า ป่าชุมชน หมายถึง ที่ดิน และ/หรือ ที่ดินป่าไม้ ที่ชุมชนได้ดำเนินการหรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ดำเนินการร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ จัดการกิจการงานด้านป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กฎหมาย กฏระเบียบ ข้อบังคับ ข้อปฏิบัติและแผนงานที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจสอดคล้องกับความเชื่อและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นนั้นด้วย<br />
โดย ฝืนป่าแห่งนี้ขึ้นตรงจากกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลของป่าชุมชน ในการกระทำหรือก่อสร้างสิ่งต่างๆ ต้องได้รับคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย ในการบุกรุกป่าครั้งนี้ถือว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎสารคามเข้ามาจับจองป่าชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการดูแลของกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายเรื่องของป่าชุมชนพ.ร.บ.ป่าชุมชนจะเปิดโอกาสให้นายทุนและชาวบ้านเข้าไปอยู่ในป่าอนุรักษ์มากขึ้น และจะอ้างสิทธิในที่ดินทำกินหรือลักลอบตัดไม้ขายในภายหลัง ไม่ได้ เพราะเหตุผลดังนี้<br />
<strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. </strong>ชุมชนที่มีสิทธิจัดตั้งป่าชุมชนต้องเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ และได้พิสูจน์ว่าดูแลจัดการป่ามาอย่างดี จึงจะมีสิทธิขอจัดตั้งป่าชุมชนได้<br />
<strong>2. </strong>ขั้นตอนการขอจัดตั้งป่าชุมชนได้กำหนดคุณสมบัติของชุมชนที่มีสิทธิขอจัดตั้ง และวางกลไกการตรวจสอบไว้อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากพ.ร.บ.ป่าชุมชน<br />
<strong>3. </strong>พ.ร.บ.ป่าชุมชนมีโครงสร้างและกลไกการตรวจสอบ การควบคุม การดูแล และการจัดการจากหลายฝ่าย ได้แก่ ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.ป่าชุมชน ดังนั้นกลไกดังกล่าวจึงป้องกันบุคคลอื่นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากป่าชุมชนได้<br />
<strong>4. </strong>หากมีนายทุนหรือชาวบ้านบุกรุกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จะถูกลงโทษจากกฎหมายป่าชุมชนและกฎหมายเดิม เช่น กฎหมายอุทยาน กฎหมายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งห้ามให้มีการบุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่หรืออยู่อาศัยทำกิน หรือการบุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานเพื่อหวังจะได้สิทธิตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอนุรักษ์อย่างเด็ดขาด</p>
<p><strong>ถึงแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน กับกรณีการทวงที่ดินคืนของชาวบ้านหนองโนกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม เพื่อจุดประสงค์การพัฒนาความเจริญด้านต่างๆในชุมชน แต่ผลแห่งการพัฒนานั้นอาจย้อนกลับมาทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติท้องถิ่นและวิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยยากจะเยียวยา </strong><br />
<strong> </strong><br />
<strong> </strong><br />
<strong></strong><br />
<strong></strong><br />
<strong></strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง : พิทักษ์   สุพร , </strong><strong>จักรกฤช   เชื้อชมสุข</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพ : พิทักษ์  สุพร</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1498</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอเวลานอก</title>
		<link>http://news.mcmsu.net/?p=1493</link>
		<comments>http://news.mcmsu.net/?p=1493#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 13:46:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PoNd</dc:creator>
				<category><![CDATA[กีฬา]]></category>
		<category><![CDATA[คอลัมน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://news.mcmsu.net/?p=1493</guid>
		<description><![CDATA[ปฏิเสธไม่ได้ว่านักกีฬามหาลัย เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย เนื่องจากพวกเขาได้สร้างชื่อเสียง ประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมหาวิทยาลัยไปในตัวเมื่อได้ลงแข่งในที่ต่างๆ แน่นอน ความภาคภูมิใจนั้นต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และเวลาในการเรียนของพวกเขา เพื่อทำสิ่งที่ตนรัก และเพื่อเกียรติยศของสถานศึกษานั่นเอง

แต่น้อยคนนักที่จะได้ทราบถึงเบื้องหลังของความสำเร็จมากมายที่ได้มา ตฤณ  แสงสุวรรณ นักกีฬารักบี้ฟุตบอลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งคล้าแชมป์มามากมายหลายหลายการ อาทิ 2 เหรียญทอง กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี 1 เหรียญทอง กีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 22 จังหวัดลำปาง เป็นต้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="float: right; margin-right: 10px; margin-top: 20px;"><a href="http://twitter.com/share?url=http%3A%2F%2Fnews.mcmsu.net%2F%3Fp%3D1493" style="display: inline-block; width: 55px; height: 20px; background-color: #cce4f3; line-height: 20px; text-align: center; border: 1px solid #7ab8df;">Tweet</a></div><p><strong>ความกล้ำกลืนของชมรมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</strong></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่านักกีฬามหาลัย เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย เนื่องจากพวกเขาได้สร้างชื่อเสียง ประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมหาวิทยาลัยไปในตัวเมื่อได้ลงแข่งในที่ต่างๆ แน่นอน ความภาคภูมิใจนั้นต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และเวลาในการเรียนของพวกเขา เพื่อทำสิ่งที่ตนรัก และเพื่อเกียรติยศของสถานศึกษานั่นเอง</p>
<p>แต่น้อยคนนักที่จะได้ทราบถึงเบื้องหลังของความสำเร็จมากมายที่ได้มา ตฤณ  แสงสุวรรณ นักกีฬารักบี้ฟุตบอลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งคล้าแชมป์มามากมายหลายหลายการ อาทิ 2 เหรียญทอง กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี 1 เหรียญทอง กีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 22 จังหวัดลำปาง เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong> </strong></p>
<div id="attachment_1494" class="wp-caption aligncenter" style="width: 235px"><strong> </strong><strong><a href="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSCF1201.jpg"><img class="size-medium wp-image-1494 " title="DSCF1201" src="http://news.mcmsu.net/wp-content/uploads/2010/07/DSCF1201-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></strong><p class="wp-caption-text">ตฤณ  แสงสุวรรณ นักกีฬารักบี้ฟุตบอลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p></div>
<p>เริ่มเล่นกีฬารักบี้ตั้งแต่เมื่อไรและเริ่มเล่นได้อย่างไร<br />
เป็นกีฬาประจำโรงเรียน ลองเล่นตอนอายุ 12 ปี ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ม. 1 ซึ่งพอเล่นแล้วรู้สึกว่าสนุกและเริ่มชอบในกีฬาชนิดนี้ขึ้นมา จากนั้นก็เล่นมาตลอดจนเข้ามหาวิทยาลัย<strong> </strong></p>
<p><strong>พาตนเองและมหาวิทยาลัยได้รางวัลอะไรมาบ้างแล้ว</strong><strong> </strong></p>
<p>รางวัลที่ได้เฉพาะตัวบุคคล</p>
<p>-    ทุนภูมิพล ประเภทสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยในปี 2551</p>
<p>-    อันดับ 4 ของเอเชีย เยาวชนทีมชาติไทยอายุไม่เกิน 19 ปี ในรายการชิงแชมป์เอเชีย ณ ประเทศปากีสถาน</p>
<p>-    นักกีฬาดีเด่น รักบี้ฟุตบอลประเภท 7 คน กีฬาแห่งชาติครั้งที่ 38 ที่จังหวัดตรัง (1 เหรียญทอง 1เหรียญทองแดง)</p>
<p>-   นักกีฬาดีเด่นเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 21 ที่จังหวัดชัยภูมิ (1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง)</p>
<p>-  ได้นักกีฬายอดเยี่ยมในรายการรักบี้ 7 คนชิงแชมป์แห่งประเทศไทย</p>
<p>รางวัลของทีมมหาวิทยาลัยมาหาสารคาม</p>
<p>-    2 เหรียญทอง กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี</p>
<p>-    1 เหรียญทอง กีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 22 จังหวัดลำปาง</p>
<p>-     1 เหรียญทองแดง กีฬามหาวิทยาลัยครั้งที่ 35 ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์</p>
<p>-     1 เหรียญทองแดง กีฬามหาวิทยาลัยครั้งที่ 36 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง</p>
<p>-      และล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วยรางวัล KKU RUGBY KING OF SEVEN เมื่อวันที่ 26-27 มิถุนายน 2553 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น</p>
<p><strong>ได้ข่าวว่าเรียนเภสัชศาสตร์ การเป็นนักกีฬารักบี้ของมหาลัยได้มีผลกระทบต่อการเรียนหรือไม่<br />
</strong>ยอมรับว่ามีบ้างเพราะนอกจากต้องทุ่มเทให้กับการเรียนแล้ว ก็ต้องทุ่มเทให้กับเวลาซ้อมและการแข่งขันไปด้วย เช่นตอนนี้ก็มีแข่งที่ขอนแก่นซึ่งเป็นการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์โดยจะแข่งติดต่อกันหลายวัน ในบางครั้งก็เป็นอาทิตย์ ก็ต้องเสียเวลาเรียนไปหลายวัน พอกลับไปก็เรียนไม่ทันเพื่อน ซึ่งเรื่องเรียนนี้ก็ได้ทำความเข้าใจกับอาจารย์ และต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยไปด้วย <strong> </strong></p>
<p><strong>แล้วทางมหาลัยได้ช่วยในเรื่องอะไรหรือมีสวัสดิการพิเศษสำหรับนักกีฬาในเรื่องใดบ้าง<br />
</strong>ไม่มีสวัสดิการอะไรเป็นพิเศษจากคนอื่นเลย แต่มีการช่วยเหลือบ้างในเรื่องชุดแข่ง และค่าเบี้ยเลี้ยงที่น้อยนิด ในเรื่องของการเดินทางไปแข่งและเงินจุนเจือในทีมเราก็ต้องออกกันเอง โดยเงินที่ได้ก็จะมาจากการได้แชมป์แต่ละครั้งในการแข่งขัน บางครั้งนั่งรถหกล้อไปแข่ง เจอฝนตกหนักกลางทาง พอไปถึงสนามนักกีฬาก็เป็นไข้ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ <strong> </strong></p>
<p><strong>อยากฝากอะไรถึงมหาวิทยาลัย<br />
</strong>อยากให้ทางมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนนักกีฬา ให้ความเอาใจใส่ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะรักบี้นะ แต่ทุกชนิดกีฬาเลย และอยากให้สนามซ้อมในกีฬาประเภทต่างๆ เพราะสนามไม่ค่อยพอ เช่น รักบี้ต้องไปซ้อมที่โรงเรียนท่าขอนยาง และสุดท้ายอยากให้สนับสนุนเรื่องเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในทีม เป็นเรื่องที่น่าน้อยใจมากซึ่งก็ได้แชมป์มามากมาย สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยมาก็มากแล้ว แต่เราก็ยังต้องออกเงินกันเองในการใช้จ่ายในทีม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับทีมรักบี้ระดับมหาวิทยาลัย</p>
<blockquote><p><em>งบประมาณที่ชมรมกีฬาจะสามารถขอได้มีสองช่องทาง คือจากกองกิจการนิสิตและส่วนกลาง ซึ่งงบประมาณในแต่ละชมรมจะได้มากน้อยไม่เท่ากัน โดยจะพิจารณาจากหลายปัจจัยเช่น</em></p>
<p><em>-                   ชมรมดังกล่าวได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องหรือไม่</em></p>
<p><em>-                   มีความคืบหน้าการพัฒนาหรือมีกิจกรรมที่แปลกใหม่หรือไม่</em></p>
<p><em>-                   ช่วยกิจกรรมทางมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง</em></p>
<p><em>-                   กิจกรรมนั้นทำเฉพาะกิจหรือทำเพื่อมหาวิทยาลัย</em></p>
<p><em>-                   ได้สร้างชื่อเสียงให้ทางมหาวิทยาลัยมากน้อยเพียงใด  เป็นต้น</em></p>
<p><em>และนอกจากเรื่องของงบประมาณที่แต่ละชมรมจะได้รับแล้ว ทางกองกิจการนิสิตก็ยังมีหน้าที่ในการช่วยเรื่องอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมและแข่งขันอีกด้วย</em></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่องและภาพ : ยิ่งศักดิ์  งามฉวีพันธุ์</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>วรพจน์  เหลาวงษ์ศรี</strong></p>
</blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://news.mcmsu.net/?feed=rss2&amp;p=1493</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
